ไอบีเอ็ม เปิดตัวเมนเฟรมระบบความปลอดภัยสูงสุดในโลก พัฒนาเฉพาะสำหรับไฮบริดคลาวด์แบบเข้ารหัส

2_IBM_z13s_microprocessor_chip

ไอบีเอ็มเปิดตัวเมนเฟรมใหม่ z13s ที่พัฒนาขึ้นสำหรับสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์ มีระดับความปลอดภัยสูงที่สุดในโลก และเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลที่ไม่หน่วงความเร็วการประมวลผลของระบบ พร้อมดึงพันธมิตรร่วมผนวกความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมและโซลูชั่นความปลอดภัยครบวงจร อัดแน่นประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมภายใต้ขนาดเครื่องที่เล็กลง (single frame)


ธุรกิจที่กำลังมุ่งสู่ดิจิทัลทำให้เกิดปริมาณการทำธุรกรรมมหาศาล ส่งผลให้ความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุด ไอดีซีคาดว่าจะมีองค์กรถึงร้อยละ 80 ที่ใช้ไฮบริดคลาวด์ในปี 2560[1] ยิ่งองค์กรหันมาทำธุรกรรมผ่านอุปกรณ์โมบายล์และเน็ตเวิร์คคลาวด์ เหตุร้ายและภัยคุกคามไซเบอร์ก็ยิ่งทวีแนวโน้มความรุนแรงและเพิ่มมากขึ้น แต่ละองค์กรสามารถเผชิญกับเหตุร้ายด้านความปลอดภัยได้สูงถึง 81 ล้านรายการต่อปี[2] โดยปัจจุบันอาชญากรไซเบอร์ต่างหันมาหาทางเข้าควบคุมข้อมูลต่างๆ แทนที่จะขโมยข้อมูล[3]
“การประมวลผลธุรกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็วและปลอดภัยคือหัวใจหลักของเมนเฟรมไอบีเอ็ม และเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในสิ่งแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์” นายสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจระบบและเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าว “วันนี้องค์กรต่างๆ จะไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างความปลอดภัยกับศักยภาพการทำงานของระบบอีกต่อไป เพราะ z13s มาพร้อมระบบประมวลผลความเร็วสูงและเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ก้าวล้ำ ที่จะช่วยให้องค์กรทุกขนาดเติบโตไปข้างหน้าอย่างไร้กังวล”

3_New_z13s_Mainframe

ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะบิวท์อิน
z13s มีระบบการเข้ารหัสขั้นสูงที่บิวท์อินในฮาร์ดแวร์ ช่วยให้องค์กรสามารถประมวลผลธุรกรรมต่างๆ ได้เร็วขึ้น 2 เท่า โดยไม่ต้องสูญเสียพลังการประมวลผลให้กับการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล ช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญและป้องกันการขโมยข้อมูลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง นำสู่การลดต้นทุนธุรกรรมทั้งออนไลน์และโมบายล์ให้แก่องค์กร พร้อมเสริมความปลอดภัยด้วยระบบตรวจสอบผู้ใช้งานแบบหลายปัจจัย (Multi-factor Authentication: MFA) ที่เพิ่มขั้นตอนการระบุตัวตนแบบสุ่มหลายรูปแบบเข้าไว้ในระบบปฏิบัติการ ยกระดับความปลอดภัยสูงสุดให้องค์กร

นอกจากนี้ ไอบีเอ็มยังมอบบริการวิเคราะห์ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ขั้นสูงให้แก่ลูกค้าระบบ z แบบไม่มีค่าใช้จ่าย โดยระบบดังกล่าวสามารถเรียนรู้พฤติกรรมต้องสงสัยรูปแบบต่างๆ และแจ้งเตือนผู้คุมระบบทันทีที่ตรวจพบแพทเทิร์นที่ส่อเค้าความผิดปกติ พร้อมด้วยซอฟต์แวร์ไอบีเอ็ม ซิเคียวริตี้ คิวเรดาร์ (IBM Security QRadar®) เชื่อมโยงข้อมูลจาก 500 กว่าแหล่งเพื่อช่วยองค์กรวิเคราะห์ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความผิดปกติหรือกำลังบ่งบอกแนวโน้มของภัยคุกคามร้ายแรง

ระบบที่พัฒนาขึ้นสำหรับไฮบริดคลาวด์โดยเฉพาะ
ปัจจุบันการโจมตีด้านความปลอดภัยกว่าครึ่งมีต้นตอจากภายในองค์กร องค์กรจึงจำเป็นต้องมีระบบสอดส่องความปลอดภัยแบบอัตโนมัติเพื่อป้องกันการแทรกแซงหรือความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์[4] z13s ผสานเทคโนโลยีเมนเฟรมเข้ากับโซลูชั่นด้านความปลอดภัยเพื่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีความปลอดภัยสูงสำหรับไฮบริดคลาวด์ พร้อมด้วยระบบกำกับดูแลที่คอยตรวจสอบผู้ใช้ และไอบีเอ็ม ซิเคียวริตี้ การ์เดี้ยม (IBM Security Guardium®) ที่คอยติดตามว่าผู้ใช้กำลังเข้าถึงข้อมูลใดอยู่ ช่วยระบุต้นเหตุของช่องโหว่ความปลอดภัย พร้อมระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่อมีแนวโน้มภัยคุกคามสำคัญ

อีโคซิสเต็มพันธมิตรเสริมระบบความปลอดภัยเมนเฟรมครบวงจร
พร้อมกันนี้ไอบีเอ็มยังได้จับมือบริษัทผู้นำด้านไซเบอร์ซิเคียวริตีผ่านโปรแกรม “Ready for IBM Security Intelligence” ดึงความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่างๆ และโซลูชั่นด้านความปลอดภัยจากพันธมิตรหลัก ร่วมมอบบริการที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร อาทิ โซลูชั่นตรวจสอบการลงทะเบียนของผู้ใช้หรืออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อก่อนที่จะมีการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์ค โซลูชั่นที่ทำให้อุปกรณ์ปลายทางทำงานในโหมด ‘อ่านอย่างเดียว’ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลความลับที่ตกค้างในระบบ และบริการผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบความพร้อมและทดสอบความปลอดภัยของระบบ เป็นต้น

[1] IDC, “IDC FutureScape – Worldwide Cloud 2015 Predictions – Mastering the Raw Material of Digital Transformation,” Doc # 259840, November, 2015.

[2] Based on IBM 2015 Cyber Security Intelligence Index

[3] Based on National Security Administration testimony, September 2015.

[4] Based on IBM 2015 Cyber Security Intelligence Index.

You may also like...