LINE จัดเสวนา CEO Talk ชูจุดแข็ง “เอเชีย” สู่ศูนย์กลางการขับเคลื่อนการเติบโตของโลกหลังวิกฤติ

LINE ประเทศไทย จัดเวทีพูดคุยฝ่าวิกฤต วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ที่เอเชียจะเป็นภูมิภาคขับเคลื่อนการเติบโตของโลก ภายใต้หัวข้อ “Rising Asia: A New World Order” โดยมีประธานกรรมการบริษัท McKinsey & Company (Asia) มร. โอลิเวอร์ ทอนบี เปิดเผยมุมมองและแนวทางการเติบโตของเอเชีย ที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการตอบรับเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ ดร. พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย ร่วมวิเคราะห์ถึงทางรอดของธุรกิจไทยที่จะเดินหน้าต่อได้ด้วยกลุยทธ์ดิจิทัลที่ชัดเจนและความร่วมมือภาคเอกชน

มร. โอลิเวอร์ ทอนบี ประธานกรรมการบริษัท McKinsey & Company’s Chairman (เอเชีย) กล่าวในงาน LINE THAILAND BUSINESS 2020: Exclusive CEO Talk ว่า “สถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจจากการระบาดของ โควิด-19 ทั่วโลก เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายสำหรับทุกประเทศก็จริง แต่ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ สถานการณ์โควิด-19 กลายเป็นตัวเร่งการพัฒนาต่างๆ ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเกิดสถานการณ์โควิด-19 ตลอดจนการปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Contactless Payment) หรือแม้แต่เรื่องการศึกษาที่เราพูดถึง E-Learning กันมานาน แต่ไม่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นที่นิยม ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ที่ทุกคนต้องมาเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า องค์กรที่มีการเตรียมตัวหรือปรับตัวมาสู่ดิจิทัลแล้ว ได้เปรียบมากกว่าองค์กรที่ยังไม่ได้ปรับตัวสู่ดิจิทัลอย่างมาก

จากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากและการรับเอาเทคโนโลยีมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ ภูมิภาคเอเชียยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องแม้มีสถานการณ์วิกฤตด้านต่างๆเข้ามาเป็นอุปสรรค การลงทุนต่างๆจะเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพราะการบริโภคกว่าครึ่งในโลกเป็นการบริโภคจากเอเชีย เทรนด์จากที่เคยเป็น Globalization จะกลายเป็น Regionalization แทน” มร.โอลิเวอร์ ให้คำแนะนำสำหรับองค์กรธุรกิจเพิ่มเติมว่า “สิ่งสำคัญที่องค์กรธุรกิจต้องมี คือ (1) ความรวดเร็ว ทั้งเรื่องความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป และการตัดสินใจปรับเปลี่ยนการทำงานหรือการดำเนินธุรกิจขององค์กร (2) ความร่วมมือทางธุรกิจ การมองหาพันธมิตรในการเดินหน้าธุรกิจใหม่ร่วมกัน เพื่อเติมเต็มความถนัดของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นมากมายที่องค์กรใหญ่ไม่ควรมองข้าม และ (3) ต้องไม่ย่อท้อพร้อมที่จะปรับตัวเสมอ ที่ขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่เราไม่รู้เลยว่าอะไรเจอเกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องพร้อมรับ และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว” 

ในขณะที่ ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย ได้ร่วมให้มุมมองเกี่ยวกับประเทศไทยว่า “ประเทศไทยมีการจัดการกับสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ได้ดีหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้ประเทศเราประหยัดต้นทุนต่างๆ ไปมากมาย โดยเฉพาะเรื่องค่ารักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เมื่อเกิดสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก เศรษฐกิจจึงได้รับผลกระทบมาก แต่ยังมีหลายธุรกิจที่ยังคงดำเนินต่อและเติบโตได้ โดยจะเห็นว่าบริษัทที่เติบโตได้ต่อเหล่านั้น มีจุดแข็งคือ การเตรียมพร้อมในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น 2 ปัจจัยสำคัญ ที่ทุกองค์กรต้องพิจารณาคือ (1) การมีกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่ชัดเจน จะเห็นว่าธุรกิจที่ไปต่อได้โดยไม่สะดุด ล้วนแต่เป็นองค์กรที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลพร้อมอยู่แล้ว (2) การมีพันธมิตรในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะพันธมิตรที่สนับสนุนกลยุทธ์ดิจิทัลของบริษัท ซึ่งมีความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เต็มไปด้วยเครื่องมือดิจิทัลที่จะเข้าถึงลูกค้าของบริษัทได้อย่างตรงจุด”

ดร.พิเชษฐ กล่าวต่อว่าตอนนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่จะทบทวนว่าอะไรคือจุดแข็งของประเทศ และนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริม โดยเฉพาะธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ อาทิ ธุรกิจด้านสุขภาพ ธุรกิจอาหาร เกษตรกรรม การขนส่ง เป็นต้น โดย LINE ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีของเอเชียที่เข้าใจธุรกิจและพฤติกรรมของผู้ใช้งานในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยได้ดีที่สุด และพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรในการเติบโต  นำไปสู่การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นทางรอดได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

งาน CEO Talk หัวข้อ “Rising Asia: A New World Order” เป็นส่วนหนึ่งของงาน  “LINE THAILAND BUSINESS 2020” ที่ชวนผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม เปิดมุมมองใหม่แห่งโอกาสทางธุรกิจหลังโควิด-19 เพื่อเตรียมความพร้อมก้าวให้ทันความท้าทายของระเบียบโลกใหม่ ด้วยการขับเคลื่อนทุกธุรกิจไทยให้เติบโตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จัดขึ้น ณ โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok โดยมีซีอีโอจากองค์กรระดับแถวหน้าของไทยร่วมงานกว่า 20 องค์กร

You may also like...