GEFORCE GTX iCAFE เอ็นวิเดียสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับอินเทอร์เน็ตคาเฟ่

“PLAY THE FUTURE” ภาพนี้ทีมงานของ QuickPC ถ่ายไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ช่วงเดินทางไปดูงาน COMPUTEX 2017 ที่ไต้หวัน เป็นภาพมุมหนึ่งของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ได้มาตรฐาน iCAFE ของ NVIDIA ในครั้งนั้นเราก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับประโยคที่อยู่บนกำแพงนี้ จนกระทั่งเราได้มาเขียนบทความรายงานพิเศษเรื่องนี้เราจึงเข้าใจว่า PLAY THE FUTURE นี้สื่อความหมายว่าเป็นอย่างไร…

ธุรกิจอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ในประเทศไทยนั้นก็ได้เริ่มต้นและมีมาพร้อม ๆ กับการมีอินเทอร์เน็ตใช้งานในประเทศไทยนั่นแหละครับ แรกเริ่มเดิมทีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่นั้นก็จะเป็นพื้นที่สำหรับคนที่มาใช้งานบริการด้านอินเทอร์เน็ตเพื่อการทำงานหรือการศึกษาเป็นหลักเพราะในช่วงเวลานั้นค่าใช้จ่ายในเรื่องอินเทอร์เน็ตตามบ้านสำหรับบุคคลทั่วไปนั้นมีราคาที่สูง รวมไปถึงเนื้อหาของอินเทอร์เน็ตในช่วงนั้นก็ยังไม่ได้มีเรื่องราวของความบันเทิงมากมายเหมือนกับในสมัยนี้


ต่อมาร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จำนวนมากก็ได้กลายสภาพมาเป็นร้านที่ให้เช่าเวลาการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมเป็นหลักมากกว่าการใช้งานในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อตลาดเกมออนไลน์ที่เติบโตขึ้นอย่างมากในบ้านเรา แม้ว่าคนเล่นเกมในร้านอินเทอร์เน็ตเหล่านั้นจะมีทั้งเด็ก วัยรุ่น คนทำงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนที่ไปใช้งานส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเด็ก และคนที่อยู่ในวัยศึกษา จึงทำให้อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ถูกเหมารวมว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของเด็กติดเกม รวมทั้งถูกมองว่าเป็นแหล่งรวมของอบายมุขอื่น ๆ พ่วงตามมาด้วย

จนกระทั่งในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมานี้เองก็มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จำนวนหนึ่งต้องการที่จะยกระดับร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ของตนขึ้นมาเพื่อล้างภาพลบเดิม ๆ ของร้านอินเทอร์เน็ตด้วยการจับมือกับภาครัฐเพื่อเปิดเป็นร้านอินเทอร์เน็ตสีขาว และมีกฎระเบียบต่าง ๆ มาควบคุมการให้บริการของอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เพิ่มมากขึ้น

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองบริษัทเอ็นวิเดีย (NVIDIA) ซึ่งเป็นผู้ผลิตกราฟิกการ์ดสำหรับการเล่นเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ได้คิดริเริ่มให้มีโครงการ GEFORCE GTX iCAFE ขึ้นมา (ต่อไปขอเรียกแบบย่อ ๆ ว่า GTX iCAFE เพื่อความกระชับของเนื้อหา) แน่นอนว่าโครงการนี้ถูกมองว่าเป็นแคมเปญทางด้านการตลาดของทางเอ็นวิเดียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และถึงจะเป็นแคมเปญทางการตลาดของเอ็นวิเดียจริง แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ให้ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว พอร้านหนึ่งได้มาตรฐาน GTX iCAFE ร้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันแม้ว่าอาจจะไม่ได้ทำร้านให้ได้มาตรฐานของ GTX iCAFE แต่ก็คงอยู่เฉยไม่ต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงร้านของตัวเองขึ้นมาบ้าง ซึ่งในภาพรวมมันก็ทำให้เกิดการพัฒนา ซึ่งนอกจากจะดีต่อผู้ประกอบการร้านอินเทอร์เน็ตเองแล้ว ก็ยังช่วยให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการจากร้านต่าง ๆ ที่ดีขึ้น ได้เล่นเกมบนสเปคที่ดีขึ้น ได้ร้านที่มีการปรับปรุงให้มีความสะอาดโปร่งโล่งสบาย ซึ่งก็จะเป็นการลดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แบบเดิม ๆ ไปด้วยในตัว

และในวันนี้ทางเอ็นวิเดีย ประเทศไทย ก็ได้เชิญสื่อมวลชนสายไอทีและเกมเข้าเยี่ยมชมและพูดคุยกับผู้บริหารรวมทั้งเป็นเจ้าของร้านอินเทอรเน็ตคาเฟ่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GTX iCAFE ถึงสามร้านด้วยกัน

สำหรับการเดินทางไปเยี่ยมร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ได้มาตรฐานของ GTX iCAFE ในครั้งนี้ก็จะไปอยู่สามแห่งด้วยกันครับ ได้แก่ Gspeed Living Plus (GLP) สาขา ซอยรามคำแหง 53 (ลาดพร้าว 112), Mineski Infinity Cyber Cafe Network สาขา รามคำแหง 2 และ Mine Cafe by JIB สาขา ปทุมธานี (หลัง ม. รังสิต)

 

Gspeed Living Plus (GLP): อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่เป็นเหมือนห้องนั่งเล่น

เราเดินทางมาถึง GLP สาขารามคำแหง 53 ในเวลา 10.00 น. ซึ่งเป็นจุดนัดพบแรกของบรรดาสื่อที่มาทำรายงานพิเศษเกี่ยวกับ GTX iCAFE ทั้งสามแห่งในวันนี้ สำหรับเวลา 10.00 น. ต้องบอกว่าเช้าไปสักหน่อยการที่จะเข้ามาใช้บริการร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ทำให้ยังมีผู้มาใช้บริการไม่มากนัก แต่ก็เป็นเรื่องดีครับเพราะว่าเราจะได้ไม่ไปรบกวนลูกค้าของทาง GLP ด้วย


ที่นี่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเกรียงศักดิ์ กาศกระโทก เจ้าของร้าน Gspeed Living Plus (GLP) หรือที่คนในวงการรู้จักกันในนามของคุณแก้ว หรือพี่แก้วของใครหลาย ๆ คน (และเราขออนุญาติเรียกคุณเกรียงศักดิ์ว่าคุณแก้วในบทความของเราด้วยนะครับ) ก่อนหน้านี้เองคุณแก้วก็ได้เปิดร้าน GLP สาขาที่พัทยาไปแล้ว รวมถึงเคยเปิดร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มาก่อนแล้วด้วยเช่นกัน คุณแก้วอยู่ในธุรกิจอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มา 14 ปีแล้ว นั่นก็หมายความว่าคุณแก้วเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่บุกเบิกและเข้าใจในธุรกิจอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เป็นอย่างดี และผ่านประสบการณ์ได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ในประเทศไทยมาพอสมควร ในที่สุดคุณแก้วเองก็มีความตั้งใจว่าต้องการที่จะพลิกโฉม เปลี่ยนภาพลักษณ์ของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งมั่วสุมของเด็กติดเกมให้กลายเป็นสถานที่ ๆ ทุกคนสามารถเข้ามาใช้บริการได้อย่างปลอดภัย สบายใจและสะดวกสบายในทุก ๆ ด้าน

สำหรับบรรยากาศภายในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ของ GLP นั้นมีบรรยากาศที่โอ่โถง กว้างขวาง มีการจัดพื้นที่แยกเป็นโซนดูสะอาดตา และดูมีความผ่อนคลายมากกว่าร้านอินเทอร์เน็ตทั่วไปที่เน้นจำนวนเครื่องมาก ๆ ต้องใส่เครื่องให้เต็มพื้นที่ทำให้ดูแน่นและอึดอัด ทางคุณแก้วต้องการใช้ร้าน GLP เป็นเหมือนมุมพักผ่อนที่เราออกมาใส่ความบันเทิงให้กับตัวเอง เหมือนเราออกไปดูหนังที่โรงหนัง ออกไปพักผ่อนนอกบ้าน ผู้ใช้บริการสามารถจะมาใช้บริการเครื่องได้ต่อเนื่องหลายชั่วโมง เรามีทั้งอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการ โดยเราสามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยตรง

คุณแก้วมองว่าร้านอินเทอร์เน็ตในแบบของ GLP นั้น สามารถต่อยอดและสร้างรายได้มากกว่าร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ในรูปแบบเดิม ๆ คุณแก้วบอกกับเราว่าแม้การลงทุนของร้านอย่าง GLP จะสูงกว่าร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่เขาเคยลงทุนมา แต่ร้าน GLP เพียงร้านเดียวสามารถทำรายได้เทียบเท่ากับร้านอินเทอร์เน็ตแบบเดิม ๆ ถึง 4 ร้าน แต่ว่าดูแลง่ายกว่า และมันใจว่าต่อไปร้านอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยก็จะถูกพัฒนาออกมาในแนวทางอย่างนี้ และทาง GLP เองก็วางแผนที่จะเปิดสาขาให้ได้มากขึ้นทั่วประเทศ แต่ก็คงไม่ง่ายนัก ความยากไม่ได้อยู่ตรงทำเลที่ตั้ง แต่อยู่ที่การหาพื้นที่ว่างในแต่ละทำเลเพราะว่าร้านอย่าง GLP นั้นจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ ๆ ใหญ่พอสมควร เพราะต้องการทำบรรยากาศให้ออกมาในรูปแบบที่สบายเหมือนกับการพักผ่อน

สำหรับการเข้าร่วมกับแคมเปญ GEFORCE GTX iCAFE ทางคุณแก้วมองว่าเป็นการช่วยให้ผู้เข้ามาใช้บริการในร้านของเรามีความมั่นใจมากขึ้นในคุณภาพของตัวเครื่อง แล้วอีกอย่างคนที่เข้ามาใช้บริการร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่สมัยนี้ไม่ได้เล่นแค่เกมออนไลน์ที่กราฟิกง่าย ๆ เหมือนสมัยก่อน เช่นในตอนนี้เกมอย่าง PUBG (PLAYERUNKNOWN’S BATTLEGROUNDS) นั้นได้รับความนิยมอย่างมาก ผู้ใช้บริการบางคนก็มีเครื่องที่บ้านอยู่แล้วแต่แรงไม่พอ ก็จะเข้ามาใช้บริการของเรา หรือบางคนก็ออกมาเล่นพร้อมกับเพื่อน โดยทางร้าน GLP นั้นก็ได้เลือกใช้กราฟิกการ์ด GTX 1060 6GB เป็นพื้นอยู่แล้วดังนั้นการตอบสนองต่อการเล่นเกมที่ต้องการฮาร์ดแวร์สูง ๆ จึงไม่ใช่ปัญหา
GLP สาขา ซอยรามคำแหง 53 นี้มีการแบ่งพื้นที่การให้บริการออกเป็นโซนอย่างชัดเจนครับ มีโซนที่เน้นการเล่นเกม โซนสำหรับการเคสเกม โซนสำหรับการเล่นกับกลุ่มเพื่อน ๆ รวมถึงมุมที่สำหรับการเล่นเกมในแบบสบาย ๆ ให้ผู้ใช้บริการเลือกได้ตามความสะดวก

ตอนนี้ก็ได้เวลาที่เราจะต้องเดินทางไปเยี่ยมชมอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ร้านที่สอง และตอนนี้ก็เป็นเวลาใกล้เที่ยงตอนแล้วมีคนเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นครับ และช่วงเวลาประมาณสักสามทุ่มเศษ ๆ เราก็กลับมาที่ร้าน GLP อีกครั้งเพราะเป็นจุดนัดพบและเป็นทั้งปลายทางของรถตู้ที่เราใช้ตระเวนเยี่ยมชมร้านอินเทอร์เน็ตคาแฟ่ทั้งสามร้านนั่นเองครับ สำหรับบรรยากาศในช่วงค่ำนี้ก็ต้องบอกเลยครับว่าแตกต่างจากช่วงเช้ามาก ตอนนี้มีคนเข้ามาใช้บริการประมาณสัก 85-90% ของจำนวนเครื่องแล้ว คึกคักว่าช่วงกลางวันมาก ซึ่งอินเทอร์เน็ตคาเฟ่หลายแห่งก็จะมีบรรยากาศแบบนี้เช่นกัน

 

Mineski Infinity Cyber Cafe Network: สร้างกิจกรรม สร้างชุมชนพร้อมมองหานักกีฬา eSports


เราใช้เวลาประมาณ 40 นาที จาก GLP ก็เดินทางมาถึง Mineski Infinity Cyber Cafe Network สาขารามคำแหง 2 ก็เป็นเวลาประมาณเที่ยงเศษ ๆ ตอนนี้มีผู้เข้ามาใช้บริการบ้างแล้วเช่นกันแต่ก็ยังไม่มากนัก สอบถามจากพนักงานที่ดูแลก็ทราบว่าสมาชิกส่วนใหญ่จะมาใช้บริการกันในช่วงประมาณสักบ่ายสามโมงเป็นต้นไป เรียกได้ว่าตอนที่เราไปถึงเอาจะเป็นช่วงเวลาที่เกมเมอร์ย่านนี้ยังหลับหรือเพิ่งตื่นนั่นเองครับ


สำหรับร้าน Mineski Infinity Cyber Cafe Network นี้เป็นการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการชาวไทยกับบริษัทจากประเทศฟิลิปปินส์ โดยผู้ประกอบการชาวไทยก็คือคุณกิจพัฒน์ จุลเจือวงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิเนสกี้ อินฟินิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับคุณกิจพัฒน์ (คุณป้อง) ก็เป็นอีกหนึ่งท่านที่อยู่ทั้งในแวดวงอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และวงการเกมเมอร์ คุณป้องเองก็เคยเป็นเกมเมอร์ที่เดินสายแข่งกันเกมมาก่อนที่เราจะรู้จักกับคำว่า eSports กันเสียอีกครับ นั่นจึงเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่ทำให้คุณป้องหันมาเปิดร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ของตนเอง และล่าสุดได้มาร่วมทุนกับทาง มิเนสกี้ อินฟินิตี้ เพื่อเปิดร้านอินเทอร์เน็ตที่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ


ก่อนที่จะมีร้าน มิเนสกี้ อินฟินิตี้ ไซเบอร์ คาเฟ่ ทางคุณป้องเองก็ได้ทำร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ของตัวเองมาก่อนแล้ว ซึ่งทาง มิเนสกี้ฯ ของประเทศฟิลิปปินส์เองก็กำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่มีความพร้อมในการทำร้านอินเทอร์เน็ตอย่างครบวงจรในประเทศต่าง ๆ ในแถบภูมิภาคนี้อยู่แล้วจึงได้มาเป็นพันธมิตรกับทางคุณป้อง และเปิดบริษท มิเนสกี้ฯ ประเทศไทย อย่างเป็นทางการขึ้นมา

คุณป้องเล่าให้ฟังว่าสาเหตุที่คุณป้องสนใจและร่วมงานกับทางมิเนสกี้ฯ ก็เพราะว่ามิเนสกี้ฯ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ประกอบการร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีฐานะเป็นผู้จัดการแข่งขันเกม และการแข่งขัน eSports ในระดับภูมิภาคเอเชีย และในระดับโลกอีกด้วย ซึ่งนี่จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่จะมาช่วยส่งเสริมแวดวง eSports ของประเทศไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย

การจัดพื้นที่ของร้าน มิเนสกี้ฯ สาขารามคำแหง 2 นี้ จะมีการแบ่งโซนให้บริการเป็นสามส่วน คือส่วนสำหรับสมาชิกและผู้ใช้งานทั่วไป โซน VIP ที่ใช้จอ 144Hz พร้อมด้วยเก้าอีกในแบบโซฟาที่ให้ความสบายเป็นพิเศษ และโซนของห้องแข่ง ที่สามารถจัดแข่งเกมได้เลยโดยมีห้องสำหรับทีมแข่งถึงสองห้องแยกกันโดยอิสระ ในเวลาที่ไม่มีการแข่งขันทีมเกมต่าง ๆ ก็มาใช้บริการห้องนี้เป็นห้องซ้อมได้เช่นกันครับ

ที่ร้านมิเนสกี้ฯ จะมีระบบการบอกรับสมาชิกด้วยนะครับ เราสามารถสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับส่วนลดพิเศษ รวมไปถึงสะสมแต้มเพื่อใช้แลกของพรีเมี่ยมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมมิ่งเมาส์ เกมมิ่งคีย์บอร์ด แผ่นรองเมาส์ และของพรีเมี่ยมอื่น ๆ อีกมากมาย โดยหลังจากสมัครแล้วเราสามารถเข้าใช้บริการที่สาขาใดก็ได้ครับ และในแผนของทางมิเนสกี้ฯ นั้นก็จะเปิดให้ได้ทั้งหมด 50 สาขาภายใน 3 ปี นอกจากนี้แล้วทางมิเนสกี้ฯ ในฐานะที่เป็นผู้จัดการแข่งขันเกมต่าง ๆ ที่เป็นแนว eSports ก็ได้พยายามที่จะสร้างกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับมิเนสกี้ฯ ทุกสาขาเพื่อเป็นการขอบคุณผู้ที่เข้ามาใช้บริการนั่นเอง อย่างเช่นตอนนี้เกม PUBG กำลังได้รับความนิยมทางร้านก็เลยมีการจัดกิจกรรมสำหรับผู้ที่เข้ามาเล่นเกม PUBG ในร้าน มิเนสกี้โดยเฉพาะอีกด้วย โดยเมื่อใดที่คุณเข้ามาเล่นแล้วได้ที่ 1 คุณก็สามารถแจ้งกับพนักงานของร้านเพื่อรับสิทธิ์ในการรับคูปองเล่นฟรี 2 ชั่วโมง ด้วยครับ โปรโมชั่นนี้โดนใจใครหลาย ๆ คนมากเลยทีเดียว

ในร้านมิเนสกี้ฯ ก็เป็นเหมือนกับร้านอินเทอร์เน็ตรุ่นใหม่ที่ผู้ใช้บริการสามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เล่นเกมได้โดยตรงเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่ครับ

สำหรับการเข้าร่วมกับโครงการ GTX iCAFE ของทางเอ็นวิเดีย คุณป้องให้ความเห็นว่าก็เป็นเรื่องที่ความจำเป็นอย่างมากในการเล่นเกมยุคปัจจุบันที่จะต้องเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีมาตรฐาน เพราะตัวผู้ใช้บริการหรือเกมเมอร์เองมีความต้องการประสิทธิภาพของเครื่องที่สูง อย่างในห้องแข่งของเราก็เลือกใช้กราฟิกการ์ด GTX 1070 พร้อมด้วยจอภาพ 144Hz ซึ่งจะให้ประโยชน์อย่างมากสำหรับการเล่นเกมในแนว FPS และเกม FPS หลายเกมเองก็เป็นเกมที่ถูกบรรจุไว้เป็น eSports ด้วย ซึ่งทางมิเนสกี้ฯ เองก็มีการจัดแข่งขันเกมแนวนี้อยู่ด้วย

 

Mine Cafe by JIB: ร้านเล็ก ๆ ที่สร้างสถิติสเปคเครื่องแรงที่สุดในโลก

ฝนตก การจราจรติดขัดทำให้เรามาถึง Mine Cafe by JIB สาขา ราว ๆ 16.30 น. ซึ่งตอนนี้จำนวนของผู้เข้าใช้บริการก็มีมากถึง 80-90% ของร้านแล้ว ก็ต้องขอบคุณคุณสมยศ หรือพี่จิ๊บ เจ้าของร้าน JIB ที่สละเวลาเพื่อรอคอยการมาของพวกเราครับ (สายไปเป็นชั่วโมง)

วลี “ร้านเล็ก ๆ แต่ตั้งใจทำ” เป็นคำพูดติดปากของคุณจิ๊บ เจ้าของร้านคอมพิวเตอร์ JIB ที่มีสาขามากมายอยู่ทั่วประเทศ และร้านอินเทอร์เน็ต Mine Cafe แห่งนี้ที่บริหารงานโดยคุณจิ๊บก็เคยสร้างสถิติโลกมาแล้วด้วยการเป็นพีซีในร้านอินเทอร์เน็คคาเฟ่ที่มีสเปคแรงที่สุดในโลก (ในช่วงเวลานั้น) คือใช้ซีพียู Core i7 กับกราฟิกการ์ด GTX 1080 ซึ่งสร้างความฮือฮากันอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นแต่ในต่างประเทศเองก็มีการพูดถึงด้วย

“ในมุมของธุรกิจมันไม่ได้คุ้มหรอกกับเครื่องแรงขนาดนี้ ราคาต่อเครื่องในระดับแสนบาท เครื่องในโซนแข่งก็อยู่ในระดับแสนห้าหมื่นบาท แต่แรงบันดาลใจก็คือต้องการให้เกมเมอร์ได้มีโอกาสสัมผัสกับเครื่องแรง ๆ แม้ว่าค่าบริการของเราจะสูงกว่าร้านทั่วไป แต่กับราคาที่สูงกว่าก็ได้ใช้เครื่องที่มีสเปคสูงเล่นเกมได้อย่างไม่สะดุด กลายเป็นว่าค่าบริการที่สูงขึ้นนั้นไม่ได้เป็นราคาที่แพงเลย” คุณจิ๊บกล่าว

“การทำร้านตามมาตรฐาน GTX iCAFE นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการให้บริการของเราด้วยเหมือนกัน ลองดูง่าย ๆ แม้ว่าเราจะมีค่าบริการที่สูงกว่าแต่คนใช้บริการตอนนี้ก็อย่างที่เห็นว่าเต็มร้าน คือคนเล่นเกมเองเขาของเหมือนกับเรา เวลาเราไปใช้บริการร้านอาหารเราก็ต้องการร้านที่สะอาด สะดวก อาหารอร่อย เราก็เป็นแบบเดียวกัน” คุณจิ๊บกล่าวเสริม

ที่ร้าน Mine Cafe แห่งนี้อาจจะมีความแตกต่างไปจากร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่อื่น ๆ ตรงที่โซนทางด้านหน้าของร้านจะมีมุมที่นอกจากจะให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแล้วก็ยังมีมุมขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เกมมิ่งเกียร์ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือจะสั่งประกอบพีซีก็ยังได้

ตรงจุดนี้คุณจิ๊บบอกกับเราว่ามันก็ได้ทั้งในแง่ของการให้บริการในฐานะที่เราก็มีร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อยู่แล้ว เพราะโซนนี้ก็เป็นแหล่งของนักศึกษาบางทีมีความจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ใช้งานเล็ก ๆ น้อยอย่างพวกแฟลชไดร์ฟก็สามารถมาซื้อที่นี่ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปไกล ถ้าใครพักอยู่แถวหลัง ม.รังสิต ก็พอจะนึกสภาพออกว่าถ้าต้องไปไหนมาไหนในช่วงเวลารถติดจะเป็นอย่างไร และในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นการเหมือนกับเป็นการประชาสัมพันธ์ร้าน JIB ไปด้วยในตัว ก็เป็นการอาศัยความแข็งแรงของ JIB เองเข้ามาเสริมตรงจุดนี้ และไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่จำหน่ายฮาร์ดแวร์เล็ก ๆ มุมนี้บางครั้งสามารถทำยอดขายได้ในระดับหลักล้านบาทเลยทีเดียว

และทางคุณจิ๊บก็ได้บอกมายังพวกเราว่าตอนนี้ก็เตรียมที่จะเปิด Mine Cafe อีกหนึ่งแห่งในกลางเมืองตอนนี้ก็กำลังมองหาทำเลอยู่ โดยร้านใหม่นี้จะสามารถลงเครื่องเพื่อให้บริการได้สัก 500 เครื่อง ซึ่งเครื่องทั้งหมดอาจจะไม่ได้แรงหนักเท่ากับสาขานี้ แต่ต้องการเปิดได้หลายโซนเพื่อให้สามารถจัดบริการที่มีความหลากหลายได้มากกว่าสาขาอื่น ๆ ที่ได้เปิดมาแล้ว โดยคุณจิ๊บคาดว่าน่าจะเปิดให้บริการได้ในราว กลางปีหน้าครับ

เมื่อพูดมาขนาดก็ทำให้พวกเราอยากทราบว่าคอนเซปต์ของร้านใหม่ที่จะเปิดในปีหน้ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และทางคุณจิ๊บก็ได้กรุณาเพิ่มเติมรายเอียดได้เราฟังว่า ร้านใหม่ที่จะเปิดนี้ก็ยังคงคอนเซปต์ของ Mine Cafe คือมีสเปคเครื่องที่แรง เพราะเราเองมีร้านจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ระดับไฮเอนต์คือ Mine Shop ดังนั้น ร้าน Mine Cafe จึงยังต้องคงภาพลักษณ์ในเรื่องของความแรงและความเป็นไฮเอนต์ไว้แต่ว่าคงจะไม่ได้ใช้สเปคแรงสุด ๆ เหมือนกับสาขานี้ ครบทั้ง 500 เครื่อง แต่จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซน ๆ เช่น เป็นโซนเครื่องเล่นเกม โซนเครื่องสำหรับการแข่ง รวมไปถึงการแบ่งพื้นที่เป็นส่วนตัวสำหรับคนที่ต้องการใช้พื้นที่ทำงานร่วมกันบ้าง รวมไปถึงมีพื้นที่ในการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มที่กว้างขวางกว่านี้และสะดวกเพียงพอสำหรับผู้ที่มาใช้บริการด้วย นั่นทำให้เราต้องการพื้นที่ ๆ มีขนาดใหญ่พอสมควร

เล่ามาถึงตรงนี้แล้วก็มีผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่าในเมื่อพี่จิ๊บทำร้านเกมมาขนาดนี้แล้ว ในเครือ JIB เองจะมีการปั้นทีมแข่งเกมเป็นของตัวเองออกมาบ้างหรือไม่ คำตอบก็คือมีครับ เพียงแต่การมีทีมแข่งเกมของ JIB อาจจะไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องของการแข่งเพื่อชิงเงินรางวัล แต่เป็นการทำทีมแข่งขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรมหรือร่วมการแข่งขันในลักษณะของการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของเครือ JIB มากกว่า

 

การเข้าร่วม GEFORCE GTX iCAFE

เอาละครับหลังจากที่เราได้ไปพูดคุยกับร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ได้มาตรฐานของ GEFORCE GTX iCAFE กันไปแล้วตอนนี้เราจะมาดูถึงรายละเอียดและเงื่อนไขรวมถึงสิทธิประโชยน์ของการทำร้านให้ผ่านมาตรฐาน GTX iCAFE กันบ้างครับ เผื่อว่ามีคุณผู้อ่านที่กำลังสนใจทำร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ หรือคุณผู้อ่านที่มีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่อยู่แล้วอยากจะหาแนวทางในการพัฒนาร้านตามแนวทางของ GTX iCAFE ว่ามีรายละเอียดเป็นอย่างไรบ้าง

GEFORCE GTX iCAFE

PLATINUM

GEFORCE GTX iCAFE

GOLD

GEFORCE GTX iCAFE

SILVER

มีเครื่อง 150 เครื่องขึ้นไป และใช้ GTX 1050 ขึ้นไป มีเครื่อง 100 เครื่อง และใช้ GTX 1050 ขึ้นไป มีเครื่อง 50 เครื่อง และใช้ GTX 1050 ขึ้นไป
มี eSports zone (6 vs. 6) ใช้ GTX 1080 ขึ้นไป พร้อมจอที่รองรับระบบ G-Sync มี eSports zone (6 vs. 6) ใช้ GTX 1070 ขึ้นไป
มี VR experience zone
*eSports รวมอยู่ใน 150 เครื่อง

*สนับสนุนโดยตรงจาก NVIDIA

*eSports รวมอยู่ใน 100 เครื่อง

*สนับสนุนโดยตรงจาก NVIDIA

*สนับสนุนร่วมกับ AIC พาร์ทเนอร์

มาตรฐานของ GTX iCAFE ก็จะมีอยู่ด้วยสามระดับด้วยกันครับ ได้แก่ Platinum, Gold และ Silver (เปลี่ยนมาจากชื่อเดิมคือ Certified) สำหรับร้านที่ได้เข้าร่วมโครงการหรือผ่านมาตรฐาน GTX iCAFE ก็จะได้รับการสนับสนุนไดรเวอร์รุ่นพิเศษจากทางเอ็นวิเดียชื่อว่า “NVIDIA ESPRESSO” ที่มาทำงานร่วมกับกราฟิกการ์ด GeForce GTX นั่นเอง ซึ่งไดรเวอร์รุ่นนี้จะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน เพิ่มเสถียรภาพในการทำงาน โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟไปได้มาก ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่สนใจจะรวมโครงการ GEFORCE GTX iCAFE ก็สามารถเข้าสมัครได้ทางเว็บไซต์ของเอ็นวิเดียโดยตรงครับโดยเข้าไปใส่ข้อมูลที่ https://www.nvidia.com/content/apac/icafe/th/join.html ก็ประมาณนี้ครับสำหรับข้อมูลของโครงการ GEFORCE GTX iCAFE

 

มาตรฐานเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกัน

แม้ว่าร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่เราไปเยี่ยมชมกันในวันนี้ล้วนแต่เป็นร้านที่ได้รับมาตรฐานของ GTX iCAFE ทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าร้านอินเทอร์เน็ตทั้งสามแห่งจะเหมือนกันทั้งรูปแบบและบริการนะครับ และความแตกต่างที่เราพูดถึงก็ไม่ได้หมายถึงความแตกต่างในแง่ของมาตรฐาน Platinum, Gold หรือ Certified แต่ความแตกต่างที่เราพูดถึงนี้ก็คือเรื่องของคอนเซปต์ของแต่ละร้านที่มีความแตกต่างกัน แม้จะมีมาตรฐานของ GTX iCAFE เป็นข้อกำหนดก็ตาม

มาตรฐานของ GTX iCAFE นั้นเป็นข้อกำหนดในเรื่องฮาร์ดแวร์และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ความเป็นเอกลักษณ์ คอนเซปต์ และรายละเอียดในการดำเนินกิจการของแต่ละร้านนั้นทางเอ็นวิเดียจะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งร้าน การออกแบบโต๊ะเก้าอี้ การจัดผังการแบ่งโซนของร้าน สิ่งเหล่านี้เจ้าของร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ยังคงเป็นผู้ที่ควบคุมให้ตรงตามคอนเซปต์ของตัวเองได้ ดังนั้นร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ได้มาตรฐาน GTX iCAFE จึงยังคงความแตกต่างในการให้บริการ รูปแบบในการใช้บริการ และในอีกหลาย ๆ เรื่องก็จะเป็นสิ่งที่ร้านอินเทอร์เน็ตแต่ละแห่งจะเป็นผู้พัฒนารูปแบบขึ้นมาเอง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าแต่ละพื้นที่ให้ตรงกับความต้องการได้มากที่สุด ยกตัวอย่าง ที่ตั้งของร้าน GLP อยู่ในใจกลางชุมชน รูปแบบร้านจึงออกมาเป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้คนออกมาพบปะกัน มาเล่นเกมด้วยกัน

ร้าน Mineski อยู่ในแหล่งชุมชนที่ใกล้สถานศึกษา ผู้เขามาใช้บริการก็อาจจะมีหลายตั้งแต่คนทำงาน นักเรียนในระดับ ม.ปลาย นักศึกษา ซึ่งทางสาขานี้ก็เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานก็ต้องเริ่มเก็บข้อมูลไปเรื่อย ๆ ล่าสุดก็มีการเพิ่มจำนวนเครื่อง นั่นแสดงว่ามีผู้ใช้บริการมากขึ้นในระยะอันสั้น รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเล็ก ๆ น้อยกับคนที่ชอบเล่น PUBG เป็นต้น

ในขณะที่ Mine Cafe by JIB จะบอกว่าอยู่ในพื้นที่ของ ม.รังสิต ก็ว่าได้ ผู้ใช้บริการก็จะเป็นกลุ่มนักศึกษาในระดับปริญญาตรีเป็นหลัก กลุ่มลูกค้านอกจากจะต้องการใช้บริการแล้ว ยังมีความต้องการซื้อสินค้าไอทีด้วย จึงได้มีการจัดพื้นที่ร้านบางส่วนไว้ขายสินค้าไอทีด้วย ซึ่งทางผู้ประกอบการเองก็มีความพร้อมในส่วนนี้ด้วยพอดี

จากความแตกต่างนี้ก็ทำให้เราได้เห็นว่าผู้ให้บริการแต่ละรายก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ด้วยตัวเอง แม้เอ็นวิเดียจะสามารถแชร์ประสบการณ์จากร้าน GTX iCAFE ให้กับร้านเหล่านี้ได้ แต่สุดท้ายทางร้านก็ต้องไปคิดแนวทางและการดำเนินงานที่เหมาะสมกับตัวเองอยู่ดี…

ก้าวใหม่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ไทย ไม่ใช่แค่ร้านเด็กเล่นเกม

สิ่งที่เราสัมผัสได้จากการพูดคุยกับเจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตทั้งสามแห่ง แม้ว่าทุกคนจะอยู่ในธุรกิจเดียวกันแต่แนวทางในการทำร้านของแต่ละคนก็มีความชัดเจนครับ แม้ว่าบางเรื่องบางส่วนจะมีเหมือนกันบ้าง เช่นเรื่อง eSports หรือการมีบริการอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเรื่องเหล่านี้คงจะหลีกเลี่ยงได้ยากเพราะเหมือนเป็นพื้นฐานของการทำร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ของยุคนี้ไปแล้ว

มุมหนึ่งเราอาจจะมองว่าร้านอินเทอร์เน็ตทั้งสามนั้นก็เป็นคู่แข่งกัน แต่ในอีกมุมหนึ่งเราก็มองได้ว่าร้านอินเทอร์เน็ตทั้งสามแห่งรวมถึงร้านอื่น ๆ ที่ได้มาตรฐาน GEFORCE GTX iCAFE ด้วย ทุกร้านล้วนแต่ช่วยกันพัฒนาวงการอินเทอร์เน็ตคาเฟ เป็นการยกระดับลดภาพลบของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ว่ามีแต่เด็กติดเกม ในภาพรวมแล้วเราก็คิดว่าแวดวงอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ในบ้านเราจะมีการพัฒนาไปอีกมากครับ และจะมีส่วนอย่างมากด้วยในการขับเคลื่อนแวดวง eSports ที่หลายคนต้องการจะเห็นการยกระดับ eSports ของประเทศไทยไปสู่ระดับโลกได้

และดูจากแนวโน้มแล้วผู้ประกอบการร้านอินเทอร์เน็ตในบ้านเราจำนวนไม่น้อยก็เริ่มมีความต้องการที่จะมีร้านของตัวเองอย่างน้อยสักหนึ่งร้านที่ไม่ได้เป็นแค่การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการเล่นเกมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการทำให้ร้านอินเทอร์เน็ตของตนสามารถก้าวขึ้นไปเป็น eSports Stadium หรือ eSports Arena อย่างเต็มรูปแบบ รวมไปถึงผู้ประกอบการอีกส่วนหนึ่งก็ต้องการทำให้ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มีลักษณะเป็นเหมือน Co-Working Space ที่ให้คนทำงานสามารถมาพบปะพูดคุยเรื่องธุรกิจ ไปพร้อมกับการเล่นเกมร่วมกัน (ลองนึกภาพกลุ่มนักธุรกิจที่ออกไปตีกอล์ฟร่วมกัน) นี่ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องตลกแต่เชื่อเถอะครับในยุค Digital disruption อะไรหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึงมันก็เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราอยู่วงนอกของธุรกิจนี้ก็คงได้แค่ติดตาม แต่ถ้าเราอยู่ในแวดวงของธุรกิจโดยตรงนี้ถ้าไม่รีบปรับตัวเราก็จะถูก Disrupt อย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ต้องทีมงานของเราขอขอบคุณเจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ทั้งสามแห่งที่ได้รับมาตรฐาน GEFORCE GTX iCAFE ด้วยครับ ได้แก่ คุณเกรียงศักดิ์ กาศกระโทก เจ้าของร้าน Gspeed Living Plus (GLP) คุณกิจพัฒน์ จุลเจือวงศ์ เจ้าของร้าน Mineski Infinity Cyber Cafe Network คุณสมยศ เชาวลิต เจ้าของร้าน Mine Cafe by JIB และขอขอบคุณ คุณกฤษณ์ ไชยวงศา Senior i-Cafe Manager, NVIDIA THAILAND ที่ทำให้ทีมงานของเราได้เข้าสัมภาษณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแวดวงอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ในครั้งนี้ด้วยครับ…

 

 

 

You may also like...