ทดสอบ DXR บน RTX 2080 Ti FE ด้วย Battlefield V หลังอัปเดตเกมและไดรเวอร์

มาอัปเดตข้อมูลของกราฟิกการ์ด RTX 20 Series ในเรื่องของการทำงานร่วมกับ DirectX Raytracing (DXR) กับเกม Battlefield V (BFV) กันสักหน่อยครับ หลายคนคงจำกัดกันว่าเมื่อตอนที่ BFV เปิดให้ใช้งานคุณสมบัติ DXR เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติ Real-Time Raytracing ในครั้งแรกนั้นทำให้หลายคนถึงกับตกใจกับประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลงไปถึง 50% เมื่อเปิดใช้ DXR แม้ว่าจะใช้ความละเอียดในการเล่นที่ Full HD หรือ 1080p ก็ตาม

แต่ว่าตอนนี้ทาง NVIDIA และทาง DICE ผู้พัฒนาเกม BFV ได้ทำงานอย่างไกล้ชิดจนทำให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมเมื่อเปิด DXR นั้นดีขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ได้หายไปเกินครึ่งเหมือนก่อนหน้า โดยทาง DICE ก็ได้อัปเดตเกมและใช้ชื่อเต็มว่า Battlefield V Tides of War Chapter 1: Overture ส่วนทาง NVIDIA ก็ได้ออกไดรเวอร์ GeForce Game Ready Driver เวอร์ชัน 417.22 ออกมาพร้อม ๆ กัน แต่ว่าในวันที่เราทดสอบครั้งล่าสุดนี้ทาง NVIDIA ได้อัปเดตไดรเวอร์อีกครั้งเป็นรุน 417.35 และเราก็ได้ใช้ไดรเวอร์ตัวล่าสุดในการทดสอบครั้งนี้ด้วย

คำแนะนำของ NVIDIA

ในตอนที่มีการอัปเดตไดรเวอร์และตัวเกม ทาง NVIDIA ก็ได้ให้ข้อมูลมาในเบื้องต้นว่าการอัปเกรดครั้งนี้จะช่วยให้เล่นเกมได้ดีขึ้นกว่าเดิมตั้งแต่ 30% ไปจนถึง 60% แล้วแต่ฮาร์ดแวร์และการตั้งค่าที่ใช้ดังนี้ครับ (สเปคที่เอ็นวิเดียใช้ทดสอบเป็นซีพียู Core i7-8700K 3.7GHz (6C/12T) พร้อมหน่วยความจำ 32GB)

จากข้อมูลที่เอ็นวิเดียให้มาเราจะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพในการเล่นเกมนั้นดีขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับตอนที่ยังไม่ได้อัปเดต นอกจากนี้ทางเอ็นวิเดียก็ได้แนะนำการตั้งค่าของเกมกับกราฟิกการ์ดรุ่นต่าง ๆ ไว้ดังนี้

ก็เป็นที่น่าสังเกตคือเอ็นวิเดียไม่ได้แนะนำการเล่นเกมที่ความละเอียดในระดับ 4K หรือ 2160p มาด้วย บอกมาแค่ความละเอียด 1440p (2560×1440) เท่านั้นเอง แสดงว่าถ้าเปิด DXR ที่ความละเอียดในระดับ 4K จำนวนเฟรมเรตอาจจะต่ำจนไม่น่าเล่นก็เป็นได้ ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่เดียวเราจะไปทดสอบดูว่าจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ

  • CPU: Intel Core i7-6950X 3.0/3.5GHz (10C/20T)
  • GPU: NVIDIA GeForce RTX 2080 Ti Founder Edition
  • Driver: GeForce Game Ready 417.35
  • Mainboard: GIGABYTE GA-X99-Designare EX
  • RAM: DDR4 @2933MHz 8GBx4 (32GB)
  • Monitor: Philips Brilliance 288P6 (4K/60Hz)
  • SSD: Apacer 240GB SATA 6.0GB/s
  • HDD: WD Black 6TB SATA 6.0GB/s
  • OS: Windows 10-64bit
dav

การทดสอบ

เราทดสอบเกม Battlefield V ด้วยโหมดความละเอียด 3 ระดับคือ 1080p, 1440p และ 2160p โดยใช้ทั้ง DirectX 11, DirectX 12 และ DirectX 12 พร้อม DXR ON ส่วนรายละเอียดของภาพเราใช้ค่า Ultra Preset ของเกม และรายละเอียดของ DXR หรือรายละเอียดของภาพสะท้อนก็ต้ังไว้ในระดับ Ultra เช่นกัน ถือว่าเป็นการตั้งค่าที่ค่อนข้างจะโหดพอสมควรเมื่อเทียบกับค่าที่เอ็นวิเดียแนะนำไว้ โดยเฉพาะที่ความละเอียดระดับ 4K

ผลการทดสอบที่ความละเอียด 1080p (1920×1080)

ผลการทดสอบที่ความละเอียด 1440p (2560×1440)

ผลการทดสอบที่ความละเอียด 2160p (3840×2160)

บรรยากาศการเล่นเกมในขณะที่ปิด DXR และเปิด DXR

ผลการทดสอบ

เกมในภาคนี้ต้องขอชมเชยทาง DICE ในการพัฒนาเกมและเอนจิ้นกราฟิกที่ดีกว่าเดิม อย่างแรกเลยเราเห็นได้ชัดว่าระหว่างการใช้ DX11 กับ DX12 (แบบไม่เปิด DXR) นั้นให้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกันมากผิดกับ Battlefield 1 ที่เปิดใช้ DX12 มักจะมีปัญหาเรื่องเฟรมตกจนเล่นแทบไม่ได้ แต่ใน Battlefield V นี้จะใช้ DX11 หรือ DX12 ก็เล่นได้ลื่นด้วยกันทั้งคู่

ทีนี้มาดูผลการทดสอบของ DX12 กับ DX12 DXR ON กันบ้าง เราก็จะเห็นได้ว่าจำนวนเฟรมยังลดลงมาเหมือนเดิม แต่ค่าเฉลี่ยของเฟรมที่ได้ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงและเล่นได้อย่างลื่นไหล (ลองดูตัวอย่างจากวิดีโอด้านล่าง) ที่ความละเอียด 1080p DXR ON ได้เฟรมเฉลี่ยที่ 93.7 FPS, 1440p ได้เฟรมเฉลี่ยที่ 71.9 FPS แต่พอมาที่ความละเอียด 2160p หรือ 4K เฟรมเรตเฉลี่ยลดลงมาที่ 43.4 เท่านั้น ก็หายไปประมาณครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับตอนที่ไม่ได้เปิด DXR อย่างไรก็ตามที่ความละเอียดในระดับนี้เราอาจจะลดรายละเอียดของภาพลงเพื่อทำให้ได้เฟรมเรตสูงขึ้น ที่ความละเอียด 4K นี้แม้เราปรับรายละเอียดของภาพมาลงมาในระดับ High หรือ Medium ก็ยังคงได้ภาพที่สวยงาม เพราะมันถูกชดเชยเรื่องความคมชัดจากความละเอียดที่สูงอยู่แล้วนั่นเอง

ผลการทดสอบก็เป็นการยืนยันให้เราเห็นได้ถึงความสำคัญของการมีฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานทางด้าน Raytracing โดยเฉพาะ จริงอยู่ที่คุณสมบัติ DXR นั้นสามารถทำงานได้บนกราฟิกการ์ดทั่วไปที่รองรับ DX12 แต่ถ้าจะให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็จะเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะทางอย่างที่ NVIDIA ได้ผลักดันออกมาทั้ง RT Core ที่ออกมาช่วยการประมวลผลเรื่องทิศทางของ Ray โดยเฉพาะ รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จาก Tensor Core ที่มาช่วยเรื่องการลด Noise ของภาพที่เกิดจากกระบวนการ Raytracing และถ้าไม่มีฮาร์ดแวร์พิเศษเหล่านี้ก็เชื่อเหลือเกินว่าเราคงต้องรอกันอีกหลายปีกว่าที่ฮาร์ดแวร์บนกราฟิกการ์ดทั่ว ๆ ไปจะให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลเทียบเท่ากับฮาร์ดแวร์พิเศษอย่าง RT Core และ Tensor Core ของ NVIDIA ได้ แม้แต่ตัว CUDA Core จากกราฟิกการ์ด GTX 1080 Ti ทุกตัวมาร่วมกับก็ยังทำงานได้เพียง 1.1 Giga Ray ต่อวินาที  ในขณะที่ RT Core ใน RTX 2080 Ti ที่มีเพียง 68 ยูนิต ยังทำงานได้สูงกว่า 10 Giga Rays ต่อนาที

สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกราฟิกการ์ด RTX 2080 Ti สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ “ถอดรหัส Turing GPU ฉบับย่อ

You may also like...