AMD Ryzen 3 1200 ปะทะ Ryzen 3 1300X มวยเดือด สายเลือดแดง

เอเอ็มดีเปิดตัว Ryzen 3 มาด้วยกันทั้งหมดสองรุ่นคือ Ryzen 3 1200 และ Ryzen 3 1300X ความแตกต่างของซีพียูทั้งสองรุ่นนี้หลัก ๆ แล้วก็มีเพียงเรื่องของ CPU Clock เท่านั้น นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นจำนวนคอร์ จำนวนแคช L1, L2 และ L3 ก็มีขนาดเท่ากันทุกประการครับ ส่วนราคาขายของซีพียูทังสองรุ่นนี้ต่างกันที่ประมาณ 1,000 บาท เราก็เลยจับซีพียูสองรุ่นนี้มาทดสอบเทียบกันเพื่อให้เห็นว่าราคาที่ต่างกันอยู่ประมาณ 1,000 บาท นั้นให้อะไรที่แตกต่างกันไปบ้าง

ก่อนจะไปดูเรื่องของการทดสอบเราก็ไปดูรายละเอียดของซีพียูทั้งสองรุ่นกันก่อนครับ

เปรียบเทียบคุณสมบัติทางด้านเทคนิค Ryzen 3 1200 และ Ryzen 3 1300X: ก็อย่างที่ได้บอกไปครับว่าความแตกต่างระหว่าง Ryzen 3 1300X กับ Ryzen 3 1200 ก็คือเรื่องของ CPU Clock เท่านั้น แต่ถ้าเราเจาะลึกลงไปอีกนิดสิ่งที่ Ryzen 3 1300X ดีกว่า Ryzen 3 1200 ก็คือคุณสมบัติในการรองรับการทำงานของ CPU Clock สูง ๆ ได้ดีกว่า ดังจะเห็นได้จากการรองรับ XFR ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้กับซีพียูไปอีกขั้นนอกเหนือจาก Turbo Core จะเห็นได้ว่า XFR ของ Ryzen 3 1300X สามารถเพิ่มได้อีก 200MHz ในขณะที่ Ryzen 3 1200 สามารถเพิ่มได้อีกเพียง 50MHz เท่านั้น

ขอเพิ่มเติมเรื่องการทำงานในส่วนของ Turbo Core กับ XFR (eXtended Frequency Range) อีกสักนิดครับ ทั้งสองส่วนนี้เป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้ซีพียูสามารถเพิ่มความเร็วของ CPU Clock ได้โดยอัตโนมัติ หากการทำงานของซีพียูในเวลานั้นมี Workload ไม่มากนัก และในเวลานั้นมีค่า TDP ตำกว่าที่กำหนด คอร์ประมวลผลจำนวน 2 คอร์จะถูกเพิ่มความเร็วให้เพิ่มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดย Ryzen 3 1300X จะเพิ่มมาที่ 3.7GHz ในขณะที่ Ryzen 3 1200 จะเพิ่มมาที่ 3.4GHz นอกจากนี้แล้วถ้าอุณภูมิของซีพียูอยู่ในระดับที่ต่ำก็จะมีการใช้คุณสมบัติ XFR เพื่อเพิ่มความเร็วให้กับคอร์ประมวลผลขึ้นไปอีก โดย Ryzen 3 1300X จะเพิ่มไปที่ 3.9GHz และ Ryzen 3 1200 จะเพิ่มไปที่ 3.45GHz

 

เปรียบเทียบประสิทธิภาพ Ryzen R3 1300X กับ Ryzen R3 1200

ก่อนที่จะไปดูรายละเอียดเรื่องอื่น ๆ เราคิดว่าหลายคนคงอยากรู้ว่า Ryzen 3 1300X เร็วกว่า Ryzen 3 1200 มากน้อยแค่ไหนเราก็นำผลการทดสอบมาแสดงให้เห็นกันก่อนเลยก็แล้วกันครับจะได้ไม่ต้องคาใจ

ผลทดสอบที่เป็นหน่วยของเวลา – ถ้าใช้เวลาน้อยกว่าหมายถึงประสิทธิภาพที่ดีกว่า

ในผลการทดสอบก็จะเห็นได้โดยรวม ๆ แล้ว Ryzen 3 1300X จะเร็วกว่า Ryzen 3 1200 อยู่ราว 15-20% และในขณะเดียวกันราคาขายของ Ryzen 3 1300X (4,890 บาท) ก็ต่างกับ Ryzen 3 1200 (3,990 บาท) อยู่ราว 22% ซึ่งดูแล้วก็เหมาะสมลงตัวดีครับ จ่ายมากกว่าก็ได้มากกว่าด้วยเช่นกัน นี่ถ้าเป็นสินค้าทั่วไปเราก็คงจะจบกันแค่นี้เพราะเราได้เห็นการเปรียบเทียบของประสิทธิภาพต่อราคากันไปแล้ว แต่เรื่องของซีพียูมันมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกหลายอย่างครับ

สำหรับการโอเวอร์คล็อกซีพียูทั้งสองรุ่นสามารถพุ่งทะยานไปที่ระดับ 4GHz ได้ ส่วน Ryzen 3 1300X จะได้เปรียบต้องที่สามารถคล็อกได้ไกลกว่า 4.0+ แต่อาจจะต้องลงทุนเรื่องชุดระบายความร้อนเพิ่มเติม และเท่าที่ทดลองเวลาโอเวอร์คล็อกสามารถปรับบัสแรมได้สูงกว่า ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ คงต้องติดตามในบทความครับ แต่ถ้าไม่มีเวลาและอยากรู้ผลตอนนี้เลยเราก็มีสรุปสั้น ๆ มาให้ดังนี้ครับ

สรุปแบบสั้น ๆ

  • ถ้าใครงบจำกัดและคิดว่าประสิทธิภาพเดิม ๆ ก็พอแล้วก็เลือก Ryzen 3 1200 ส่วนใครตังค์เหลืออยากแรงแบบไม่ต้องออกแรงไป Ryzen R3 1300X
  • งบจำกัดแต่อยากแรง โอเวอร์คล็อกเองเป็นเลือก Ryzen 3 1200 งบเหลืออยากแรงแบบหรู ๆ โอเวอร์คล็อกต่อได้เยอะพร้อมบัสแรมได้ไกลก็ไปจบที่ Ryzen 3 1300X

สำหรับคนที่ต้องการทราบรายละเอียดว่าความแรงในระดับ 4GHz เป็นอย่างไร และถ้าเราจะโอเวอร์คล็อกแบบชิว ๆ เพื่อถนอมตัวแบบไม่ได้ใช้งานในห้องแอร์ควรปรับแค่ไหนดี เรามีคำตอบไว้ให้แล้ว ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามกันเลย

 

การทดสอบ

การทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพเราจะทดสอบในสองส่วนด้วยกันครับ ส่วนแรกคือการทดสอบที่ความเร็วปกติของซีพียูทั้งสองรุ่น และการทดสอบที่สองก็คือลองโอเวอร์คล็อกซีพียูทั้งสองรุ่นไปที่ความเร็ว 4.0GHz ส่วนฮีตซิงค์ที่เราใช้ในครั้งนี้ก็คือ GIGABYTE G-Power 2 Pro เป็นฮีตซิงค์ที่เราใช้งานมาค่อนข้างยาวนานครับถ้าจะไม่ผิดก็น่าจะปี 2008 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเริ่มต้องของ AMD FX 8000 Series โดยฮีตซิงค์รุ่นนี้จะสามารถรองรับค่าความร้อนได้ประมาณ 120-130 วัตต์ เรียกได้ว่าเกินพอสำหรับ Ryzen 3 ทั้งสองรุ่นแม้ว่าจะโอเวอร์คล็อกมาที่ความเร็ว 4.0GHz แล้วก็ตาม

การกำหนดค่าต่าง ๆ ในการทดสอบและการโอเวอร์คล็อก

  • การทดสอบที่ความเร็วปกติ: ซีพียูทั้งสองรุ่นเราได้เลือกใช้ค่าความเร็วของหน่วยความจำที่ 2400MHz ซึ่งค่าความเร็วของหน่วยความจำ DDR4 ทั่วไปที่สามารถหาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูกที่สุด แม้ว่าหน่วยความจำที่เราใช้ในการทดสอบนั้นจะสามารถรองรับการโอเวอร์คล็อกให้ทำงานได้ที่ความเร็วมากกว่า 3200MHz ก็ตาม เป็นการทดสอบเพื่อให้เห็นประสิทธิภาพที่ผู้ใช้งานทั่วไปจะสามารถเห็นได้จากซีพียูทั้งสองรุ่นนี้ครับ
  • การทดสอบเมื่อมีการโอเวอร์คล็อก: ตามปกติแล้วเราสามารถโอเวอร์คล็อกซีพียู Ryzen 3 ทั้งสองรุ่นได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับค่าตัวคูณในไบออสของเมนบอร์ด หรือจะใช้ซอฟต์แวร์ Ryzen Master ก็ได้ แต่การทดสอบของเราเพื่อให้ง่ายและเห็นผลอย่างตรงไปตรงมาเราจึงเลือกใช้วิธีโอเวอร์คล็อกผ่านทางไบออส ซึ่งเมนบอร์ดรุ่นที่เราใช้ในการทดสอบนั้นมีอาการที่ค่อนข้างแปลกคือไม่สามารถปรับตัวคูณให้เกิน x37.75 ได้ และบางครั้งก็ปรับได้ที่ x36 เท่านั้น และบางครั้งก็สามารถปรับตัวคูณไปที่ x40 ได้ ซึ่งเราไม่สามารถหาสาเหตุในครั้งนี้ได้ ดังนั้นในการโอเวอร์คล็อกซีพียูทั้งสองรุ่น เราจึงใช้วิธีปรับตัวคูณร่วมกับการปรับความเร็วของ Base Clock/Bus Clock (ปกติมีค่าที่ 100) ที่ใช้คูณกับตัวคูณเพื่อให้ได้ความเร็วของซีพียูที่เราต้องการ
    • Ryzen 3 1200 ปกติจะใช้ค่าตัวคูณที่ x31 – x34 ร่วมกับ Base Clock 100MHz เพื่อให้ได้ความเร็ว 3.1GHz/3.4GHz
    • Ryzen 3 1300X ปกติจะใช้ค่าตัวคูณที่ x35 – x37 ร่วมกับ Base Clock 100MHz เพื่อให้ได้ความเร็ว 3.5GHz/3.7GHz
    • Ryzen 3 1200 OC@3.8GHz ปรับตัวคูณไปที่ x36 และปรับ Base Clock ไปที่ 106MHz (106×36 = 3815MHz หรือ 3.8GHz) และการปรับความเร็วของ Base Clock ก็ทำให้บัสของหน่วยความจำเพิ่มตามมาด้วยจากความเร็ว 2400MHz เพิ่มมาเป็น 2543MHz
    • Ryzen 3 1200 OC@4.0GHz ปรับตัวคูณไปที่ x36 และปรับความเร็ว Base Clock ไปที่ 111.2MHz (111.2×36 = 4003MHz หรือ 4.0GHz) และการปรับ Base Clock ในครั้งนี้ทำให้บัสของหน่วยความจำทำงานที่ความเร็ว 2668MHz เท่ากับว่าเป็นการโอเวอร์คล็อกแรมเพิ่มมาอีกทางหนึ่ง
    • Ryzen 3 1300X OC@4.0GHz ปรับตัวคูณไปที่ x37.75 และปรับความเร็ว Base Clock ไปที่ 106MHz (106×37.75 = 4000.3 หรือ 4.0GHz) และเรายังลองปรับค่าความเร็วของหน่วยความจำให้ทำงานที่ 3400MHz ด้วย (ในซีพียู Ryzen 3 1200 นั้นสามารถใช้ RAM ที่ 3200MHz ได้ตามปกติ แต่พอโอเวอร์คล็อกเราพบว่าบางครั้งการปรับแรมให้ทำงานที่ความเร็ว 3200MHz นั้นบางครั้งก็บูตเครื่องไม่ได้เราจึงใช้ค่าความเร็วมาตรฐานที่ 2400MHz แล้วไปบวกเพิ่มตอบปรับ Base Clock แทน นี่เป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของ Ryzen 3 1300X ที่เราพบระหว่างการทดสอบ)

 

แอปพลิเคชันการทำงานที่ใช้ทดสอบ

หัวข้อการทดสอบนี้เราก็จะใช้โปรแกรมทั้งหมด 6 โปรแกรมด้วยกันครับประกอบไปด้วย ซึ่งโปรแกรมที่ใช้ในการทดสอบ 90% จะดึงความสามารถในของซีพียูมาประมวลผลเป็นหลัก ดังนั้นผลการทดสอบด้วยโปรแกรมเหล่านี้จึงเป็นการเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการทำงานของซีพียูได้เป็นอย่างดี โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • Realbench R2.44: ทำหน้าที่ทดสอบประสิทธิโดยรวมของเครื่อง แบ่งการทดสอบออกเป็น 4 ส่วนคือ 1. Image Editing (ตกแต่งไฟล์ภาพถ่าย) 2. Encoding (ทดสอบเรื่องการเข้ารหัสไฟล์วิดีโอหรือการแปลงไฟล์วิดีโอ) 3. OpenCL (การทดสอบกราฟิกด้วยชุดคำสั่งจาก OpenCL การทดสอบนี้ใช้การประมวลผลภายในตัวกราฟิกชิปเป็นหลัก) 4. Heavy Multitasking (ทดสอบด้วยการทำงานหลายงานพร้อมกัน)
  • HEVC (Video Decoder): ทดสอบประสิทธิภาพของซีพียูด้วยการถอดรหัสไฟล์วิดีโอด้วยความละเอียดในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ความละเอียดต่ำไปจนถึงความละเอียดสูงในระดับ 4K วัดผลด้วยการแสดงค่าเวลา ยิ่งใช้เวลาน้อยก็หมายถึงประสิทธิภาพที่ดีกว่า
  • 7Zip-64bit: โปรแกรมบีบขนาดและคลายขนาดข้อมูลเช่นเดียวกับ WinZip และ WinRAR แต่ 7Zip เป็นโปรแกรมแบบโอเพ่นซอร์สที่ใช้งานได้ฟรีและมีเครื่องมือสำหรับวัดประสิทธิภาพการทำงานของซีพียูมาให้ด้วยโดยบอกเป็น MIPS (Million Instructions Per Second) หรือจำนวนล้านชุดคำสั่งที่ทำงานได้ต่อวินาที
  • CINEBENCH R15: โปรแกรมการทดสอบที่มาจากผู้สร้างโปรแกรมเรนเดอร์ภาพกราฟิกโดยตรง โดยจะมีทั้งส่วนที่ใช้ทดสอบประสิทธิภาพของกราฟิกการ์ดและส่วนของการทดสอบประสิทธิภาพของซีพียู ซึ่งในการทดสอบนี้เราเลือกเฉพาะการทดสอบของซีพียูมาใช้ โดยจะมีการทดสอบทั้งในแบบ Single-Core และแบบ Multi-Core/Thread
  • 3DMark Time Spy: อันที่จริงเราควรจะนำโปรแกรมนี้ไปรวมกับหมวดเกม แต่ว่าในการทดสอบในส่วนของ Time Spy นั้นได้แยกส่วนของการให้คะแนนซีพียูออกมาต่างหาก ซึ่งเป็นคะแนนที่ได้จากการประมวลผลของซีพียูโดยตรง ถือว่าเป็นการใช้งานด้านการคำนวณที่ซับซ้อน
  • Blender: จัดว่าเป็นโปรแกรมอเนกประสงค์สำหรับการสร้างคอนเทนต์ เพราะสามารถทำได้ตั้งแต่การขึ้นโมเดลงานแบบ 3D การทำอนิเมชัน/CG การตัดต่อวิดีโอ แต่ในการทดสอบนี้เราเลือกในส่วนของฟังก์ชันการเรนเดอร์โมเดลรถแบบ 3D ซึ่งมีการใช้ซีพียูในการเรนเดอร์ทั้งหมด วัดผลจากการใช้เวลาที่น้อยกว่าแสดงถึงประสิทธิภาพที่ดีกว่า

เกมที่ใช้ทดสอบ

  • GTA V – 1080p / Very High / FXAA-on / MSAAx8 / AFx16
  • For Honor – 1080p / Extreme Preset
  • Deus Ex: Mankind Divided – 1080p / DX12 / High Preset
  • Rise of The Tomb Rider – 1080p / Syria / DX12 / High Preset
  • Total War: Warhammer – 1080p / Ultra / DX12

 

อุุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ

  • CPU: AMD Ryzen 3 1300X / Ryzen 3 1200
  • Mainboard: ASUS ROG STRIX  X370F-GAMING
  • RAM: Apacer Blade Fire DDR4 (8GB x 2) XMP 3200
  • Graphics Card: NVIDIA GeForce GTX 1080 (8GB) Founder Edition
  • SSD: Deva’s 120GB / SATA 6.0Gbps
  • HDD: WD Green 1TB / SATA 6.0Gbps
  • PSU: Antec High Current Pro 850W
  • Monitor: Philips V-Line 243V5 (1080p)
  • OS: Windows 10 Pro (Insider Preview)

ผลการทดสอบ Ryzen 3 1200 VS Ryzen 3 1300X

ในช่วงแรกของบทความเราก็แสดงให้คุณผู้อ่านได้เห็นแล้วนะครับว่า Ryzen 3 1200 กับ Ryzen 3 1300X นั้นมีความแตกต่างกันอยู่ราว ๆ 15-20% และราคาก็เช่นกัน ทีนี้เราก็มาดูผลการทดสอบแบบเต็ม ๆ กันบ้างครั้ง โดยเฉพาะผลการทดสอบด้วยการโอเวอร์คล็อกให้ซีพียู Ryzen 3 1200 ไปทำงานที่ความเร็วในระดับ 3.8GHz และ 4GHz ตามลำดับเพื่อดูว่าเมื่อเพิ่มความเร็วให้กับ Ryzen 3 1200 แล้วจะมีความเร็วที่เข้าใกล้กับ Ryzem 3 1300X ได้ขนาดไหน และเราก็ได้ทดสอบโอเวอร์คล็อก Ryzen 3 1300X ไปทำงานที่ความเร็ว 4GHz พร้อมด้วยความเร็วของ RAM ที่ 3400MHz ซึ่งเป็นขีดสุดที่ชุดทดสอบของเราสามารถทำได้

 

ทดสอบด้วยโปรแกรม AIDA64 – Benchmark

AIDA64 Memory Benchmark: สิ่งที่น่าสนใจในการทดสอบนี้ก็คือผลความเร็วของหน่วยความจำของ R3-1200 กับ R3-1300X นั้นมีความใกล้เคียงกันอย่างมากทั้ง ๆ ที่ซีพียูทำงานด้วยความเร็วที่ต่างกันอยู่พอสมควร ซึ่งตรงนี้เป็นผลมาจากการเชื่อมต่อภายในแบบ Infinity Fabric ที่ทำงานตามความเร็วของหน่วยความจำที่ใช้ ดังนั้นแม้จะใช้ซีพียูที่ความเร็วแตกต่างกันจึงทำให้ผลการทดสอบออกมาไม่ต่างกันมากนัก แต่พอเราขยับความเร็วของซีพียู R3-1200 ขึ้นมาที่ 3.8GHz และ 4.0GHz ด้วยการปรับทั้งตัวคูณและปรับ Base Clock ซึ่งมีผลต่อความเร็วของหน่วยความจำด้วยจึงทำให้คะแนนของหน่วยความจำเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ ส่วน R3-1300X ที่ปรับความเร็วไปที่ 4GHz พร้อมด้วย RAM ความเร็ว 3400MHz นั้นก็ได้แสดงให้เห็นประสิทธิภาพของหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

 

AIDA64 X86 CPU – Single/Double Precision: การทดสอบคำนวณทางด้านคณิตศาสตร์และสร้างภาพกราฟิกจากสมการทางคณิตศาสตร์ ถือเป็นกำคำนวณที่มีความซับซ้อน ย้อนกลับไปดูในผลการทดสอบเรื่องหน่วยความจำในโหมดการทำงานแบบไม่มีการโอเวอร์คล็อก R3-1200 และ R3-1300X นั้นมีความเร็วของหน่วยแทบไม่ต่างกัน แต่พอมาเป็นการคำนวณทางด้านคณิตศาสตร์เราก็ได้เห็นว่า R3-1200 แบบเดิมทำคะแนนได้น้อยกว่า R3-1300X อยู่ราว ๆ 16-17% นั่นแสดงว่าการทำงานในลักษณะนี้ความเร็วของ CPU Clock มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และถ้าเราไปดูผลการทดสอบของ R3-1200 @4.0GHz/2668MHz กับ R3-1300X @4.0GHz/3400MHz จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพนั้นใกล้กันมากแม้ว่าความเร็วของหน่วยความจำต่างกันอยู่พอสมควรคือ 2668MHz กับ 3400MHz ก็เป็นการย้ำให้เห็นว่าการทำงานบางประเภทในซีพียู Ryzen 3 และอาจจะรวมไปถึง Ryzen อื่น ๆ ความเร็วของ CPU Clock มีผลมากว่า Memory Clock

 

ผลการทดสอบด้วย REALBENCH R2.44

REALBENCH R2.44: การทดสอบด้วยโปรแกรม Realbench ในส่วนของ R3-1200 กับ R3-1300X ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับก็ทำงานด้วยความเร็วปกติของตัวซีพียูประสิทธิภาพในการทำงานของ R3-1300X ทำงานได้ค่อนข้างสูงกว่า R3-1200 อยู่พอตัวแต่ที่ดูโดดเด่นมากก็คือคะแนนในส่วนของ Image Editing ของ R3-1300X นั้นทำความเร็วได้สูงกว่า R3-1200 @4.0GHz ตรงนี้เป็นผลมาจากการทำงานของ Turbo Core และ XFR ที่เพิ่มความเร็วของคอร์ประมวลผลไปได้ในระดับ 3.9GHz เนื่องจากการทดสอบในส่วนของ Image Editing นั้นมีการใช้ซีพียูเพียงคอร์เดียวเป็นหลักทำให้ความเร็วของคอร์ใน R3-1300X สามารถเพิ่มสูงได้ ในขณะที่การทำงานในหัวข้ออื่น ๆ อย่างการ Encode และ Heavy-Multitasking ที่มีการใช้ซีพียูแบบหลายคอร์ ทำให้ R3-1200 ที่โอเวอร์คล็อกไป 3.8GHz และ 4.0GHz ทำคะแนนออกมาได้ดีกว่า ส่วนคะแนนในส่วนของ OpenCL นั้นในทุกการทดสอบนั้นจะเท่ากันหมดเพราะทดสอบด้วยกราฟิกการ์ด ยกเว้น R3-1300X @4.0GHz ที่ทำคะแนน OpenCL ได้น้อยสุดซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการเพิ่มและลดความเร็วของตัวกราฟิกการ์ดเอง เพราะคะแนนในส่วนอื่น ๆ ก็ทำได้สูงกว่าอย่างชัดเจน

ตารางสรุปรวมการทดสอบโปรแกรมต่าง ๆ

การทดสอบด้วยโปรแกรม HEVC (Video Decoder)

HEVC (Video Decoder): ทดสอบการถอดรหัสไฟล์วิดีโอจากความละเอียดต่ำไปจนถึงระดับ 4K การใช้เวลาน้อยแสดงถึงประสิทธิภาพที่ดีกว่า ในการทดสอบนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับความเร็วของ CPU ที่เพิ่มขึ้นก็ทำเวลาได้ดีกว่า

 

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม 7Zip-64bit

7Zip-64bit: ทดสอบประสิทธิภาพซีพียูด้วยอัลกอริทึมการเข้ารหัสเพื่อลดขนาดข้อมูลของไฟล์และการถอดรหัสเพื่อคืนขนาดข้อมูลของไฟล์ ผลของการทดสอบแสดงให้เห็นถึงความต้องการ CPU Clock ที่สูงเพื่อที่จะเข้ารหัสและถอดรหัสไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว และมีการใช้คอร์ประมวลผลครบทุกคอร์ทำให้ซีพียู R3-1300X (3.5/3.7GHz) ไม่สามารถเพิ่มความเร็วของ CPU Clock ให้สูงสุดด้วย Turbo Core และ XFR ในระดับ 3.9GHz ได้ทำให้คะแนนออกมาเป็นรอง R3-1200 @3.8GHz

 

การทดสอบด้วยโปรแกรม CINEBENCH R15

CINEBENCH R15: โปรแกรมนี้จริง ๆ แล้วจะมีการทดสอบอยู่สามส่วนคือทดสอบเรื่อง OpenGL ที่วัดเฟรมเรตของการทำงานร่วมกับกราฟิกการ์ดกับซีพียู ส่วนที่สองคือวัดประสิทธิภาพของซีพียูแบบ Multi-Core และส่วนที่สามคือวัดประสิทธิภาพแบบ Single-Core ในการทดสอบนี้เราเลือกเฉพาะคะแนนการทดสอบซีพียูในส่วน Multi-Core และ Single-Core เท่านั้น สำหรับผลการทดสอบในส่วนของ Multi-Core ดูแล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจครับ CPU Clock ที่สูงกว่าก็จะทำคะแนนได้ดีกว่า แต่ที่น่าสนใจคือคะแนนของ Single-Core ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่เพียงแต่ CPU Clock เท่านั้นที่ทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นแต่ความเร็วของหน่วยความจำที่มีผลต่อความเร็วในการเชื่อมต่อภายในซีพียูเองก็มีผลต่อประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน แต่ว่ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

การทดสอบด้วย 3DMark – Time Spy

3DMark – Time Spy: เรานำการทดสอบของ 3DMark มารวมไว้ในส่วนของแอปพลิเคชันด้วยเหตุผลเรื่องของการให้คะแนนในส่วนของ “CPU” ด้วยการวัดผลจากการเรนเดอร์และคำนวณค่าต่าง ๆ จากตัวซีพียูโดยตรงครับ ส่วนคะแนนรวมนั้นจะได้มาจากตัวกราฟิกการ์ดประมาณ 80% และอีก 20% มาจากประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ ดังนั้นในกราฟนี้เราอยากให้โฟกัสไปที่ CPU Sore ครับ ซึ่งโดยรวมก็เป็นไปตามที่ควรจะเป็นครับคือความเร็ว CPU Clock ที่สูงกว่าจะให้คะแนนที่ดีกว่าสำหรับที่ความเร็ว 4GHz ของ R3-1200 และ R3-1300X มีความเร็วของหน่วยความจำมาเพิ่มประสิทธิภาพให้เราได้เห็นกันครับ แต่ก็ไม่ต่างกันมากนักทั้งในส่วนคะแนนจากซีพียู และคะแนนรวมทั้งหมด

 

การทดสอบด้วยโปรแกรม Blender

Blender: เราทดสอบ Blender ด้วยการให้เรนเดอร์โมเดลรถยนต์ซึ่งเป็นการใช้พลังของซีพียูในการประมวลผลโดยตรงซึ่งเป็นการใช้พลังของซีพียูที่ค่อนข้างหนัก นอกจากเราจะใช้ Blender ในการวัดประสิทธิภาพของซีพียูแล้วโปรแกรมนี้ก็ยังช่วยทดสอบเรื่องเสถียรภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดีครับ เพราะว่า Ryzen 3 กับการเรนเดอร์ไฟล์งานนี้ (ฺBMW27) จะใช้เวลาในระดับ 10 นาที ขึ้นไป ดังนั้นถ้าการโอเวอร์คล็อกของเราไม่มีปัญหาอะไรเราก็ต้องผ่านงานนี้ไปให้ได้ครับ (ที่จริงการทดสอบด้วย Realbench ก็สามารถวัดเรื่องเสถียรภาพในการทำงานของระบบได้เช่นกัน) และผลการทดสอบก็ออกมาแล้วว่าการโอเวอร์คล็อก R3-1200 และ R3-1300X ไปที่ความเร็ว 4GHz นั้นสามารถทำได้โดยไร้ปัญหาครับ ส่วนผลการทดสอบในการเรนเดอร์ก็จะเห็นได้ว่าความเร็วของ CPU Clock นั้นมีผลต่อการทำงานมากและที่ความเร็ว 4GHz ความเร็วของหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นของ R3-1300X @4GHz/3400MHz ก็ช่วยลดเวลาในการเรนเดอร์ลงมาได้อีก 25 วินาที

 

ทดสอบประสิทธิภาพด้วยเกม

 

ผลการทดสอบด้วยเกม GTA V

GTA V (Pass 4): เกมแนว Open World ยอดนิยมแม้ว่าจะออกมานานแล้วก็คงยังได้รับความนิยมในการเล่นอยู่เหมือนเดิมครับ เกมนี้ต้องการทั้งประสิทธิภาพของกราฟิกการ์ดและซีพียูไปพร้อม ๆ กันครับ และในการทดสอบของเราได้ใช้กราฟิกการ์ด GTX 1080 ซึ่งสามารถเล่นเกมนี้ได้อย่างสบาย ๆ ที่เหลือก็เป็นหนัาที่ของซีพียู Ryzen 3 ทั้งสองรุ่นครับ และผลการทดสอบที่ออกมาก็น่าสนใจมากครับ R3-1300X นั้นสามารถเรียกเฟรมเรตได้พอ ๆ กันกับ R3-1200 @4.0GHz เลยทีเดียว แสดงว่าในบางช่วงเวลาของการประมวลผลนั้นไม่ได้มีการใช้ซีพียูเต็มที่ทำให้ R3-1300X สามารถเพิ่ม CPU Clock ไปในระดับ 3.9GHz ได้เกือบตลอดเวลา

 

ผลการทดสอบด้วยเกม For Honor

For Honor: เกมแนว Fighting/Action Advanture มุมมองบุคคลที่สาม เป็นเกมที่ต้องการฮาร์ดแวร์ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้ต้องการประสิทธิภาพของซีพียูสูงมากนัก แต่ถ้าต้องการภาพสวย ๆ ก็ต้องมาเน้นที่ตัวกราฟิกการ์ดเป็นหลัก ดังนั้นผลการทดสอบที่ได้จากเกมนี้จึงออกมาไม่ต่างกันมากนัก ดูรวม ๆ แล้วจะบอกว่าไม่ต่างกันเลยก็ว่าได้

 

ผลการทดสอบด้วยเกม Deus Ex: Mankind Divided (DX12)

Deus Ex: Mankind Divided: เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องการประสิทธิภาพซีพียูและกราฟิกการ์ดค่อนข้างสูงแม้ว่าสเปคขั้นต่ำจะบอกว่าใช้ซีพียูในระดับ Core i3-2100 ได้ก็ตาม แต่จริง ๆ แล้วเกมนี้ต้องการซีพียูในระดับ Quad-Core ขึ้นไป รวมไปถึงกราฟิกการ์ดประสิทธิภาพสูงอีกด้วย ผลการทดสอบแสดงให้เห็นชัดเจนว่าประสิทธิภาพของ R3-1300X ให้เฟรมเรตที่สูงกว่า R3-1200 ถึง 12 FPS ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซนก็ต่างกันราว 16% แต่เมื่อเราโอเวอร์คล็อก R3-1200 ไปที่ความเร็ว 3.8GHz ก็ทำให้เฟรมเรตเพิ่มขึ้นมาได้อีกพอสมควร และที่ความเร็ว 4GHz ความเร็วของหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นในระดับ 3400MHz ก็แสดงให้เห็นอีกครั้งว่ามีผลต่อการเล่นเกมนี้เช่นกัน

 

ผลการทดสอบด้วยเกม Rise of The Tomb Rider (Syria/DX12)

Rise of The Tomb Rider (Syria/DX12): อีกหนึ่งเกมที่ต้องการพลังของซีพียูเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในฉากที่ต้องออกไปมองโลกกว้าง แต่ถ้าเป็นฉากที่อยู่ในห้องโถงหรือในโซนที่มีพื้นที่แบบถูกจำกัดมุมมองเช่นกำแพงหรือผนังต่าง ๆ ก็จะต้องการประสิทธิภาพของซีพียูลดลง นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเลือกใช้คะแนนจากฉาก Syria เพียงฉากเดียวมาเป็นตัววัดประสิทธิภาพ เพราะในการทดสอบด้วย Benchmark ของเกม Tomb Rider เองจะมีการใช้ฉากถึงสามฉากแล้วนำผลการทดสอบทั้งหมดมาเป็นเฟรมเรตเฉลี่ย แต่ว่าในฉากที่สาม (Geothermal Valley) นั้น มีความไม่นิ่งอยู่มากในการโหลดออปเจ็ตต่าง ๆ มาเรนเดอร์ ทำให้คะแนนในส่วนนี้มีความผิดเพี้ยนสูง (ฉากนี้ต้องการซีพียูที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Ryzen 3 จึงจะโหลดออปเจ็ตต่าง ๆ ทั้งหมดขึ้นมาเรนเดอร์ได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Ryzen 3 จะเล่นเกมนี้ไม่ได้นะครับ ก็ยังคงเล่นได้ครับเพียงแต่ถ้าเราใช้ Benchmark เราจำเป็นต้องใช้สิ่งที่แน่นอนเพื่อให้มีคะแนนออกมาอย่างถูกต้องครับ เอาล่ะ มาดูผลการทดสอบกัน ในโหมดที่ไม่มีการโอเวอร์คล็อกซีพียูทั้งสองรุ่นก็ยังคงให้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกันราว 15% และเมื่อโอเวอร์คล๊อก R3-1200 มาที่ความเร็ว 3.8GHz และ 4GHz ก็จะทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมา แต่ก็ไม่สามารถทำคะแนนแซง R3-1300X แบบไม่โอเวอร์คล๊อกได้ อาจจะเป็นเรื่องของเสถียรภาพในการทำงานของซีพียูเมื่อมีการโอเวอร์คล๊อก แต่ในขณะที่ R3-1300X โอเวอร์คล็อกไปที่ 4GHz พร้อมด้วยหน่วยความจำเพิ่มไปที่ 3400MHz กลับให้ผลการทดสอบที่สูงและโด่ดเด่น ซึ่งสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีกว่าการจ่ายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งพันบาทของ R3-1300X นั้นมีอะไรที่ได้มากกว่าจริง ๆ

 

ภาพรวมของประสิทธิภาพในการเล่นเกม

สำหรับผลการทดสอบโดยรวมของเกมมันค่อนข้างชี้ชัดว่าประสิทธิภาพของ R3-1300X นั้นออกมาดีมาก ๆ ลองย้อนกลับไปดูคะแนนในส่วนที่ไม่มีการโอเวอร์คล็อก เทียบกับ R3-1200 ที่มีการโอเวอร์คล๊อกไป 3.8GHz และ 4GHz จะเห็นได้ว่าขนาดเราลงทุนโอเวอร์คล็อกไปแล้วก็ยังไม่สามารถจะชนะ R3-1300 แบบเดิม ๆ ได้ และแน่นอนว่าถ้าถามความเห็นของเราในแง่มุมของคนเล่นเกมเราก็ขอเลือกใช้ R3-1300X ดีกว่าครับ ซื้อมาใช้งานแล้วเล่นแบบสบายใจได้เลยไม่ต้องไปกังวลเรื่องโอเวอร์คล๊อกใด ๆ ให้ยุ่งยาก ซึ่งจ่างเพิ่มอีกหนึ่งพันกับความสบายใจเราคิดว่าเกมเมอร์หลายคนก็ยอมครับ

 

บอกเล่าประสบการณ์โอเวอร์คล็อก Ryzen 3 1200 และ Ryzen 3 1300X บนเมนบอร์ด ASUS ROG STRIX X370-F GAMING

*** เรื่องราวของการโอเวอร์คล็อกซีพียู Ryzen 3 1200 และ Ryzen 3 1300X ที่เราทดสอบในวันนี้อาจจะมีผลที่แตกต่างไปจากนักทดสอบท่านอื่น ๆ ได้ เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น 1.คุณสมบัติเฉพาะตัวของซีพียูเอง 2.ยี่ห้อรุ่นและไบออสของเมนบอร์ดที่ใช้ 3.รายละเอียดในการปรับแต่งไบออส 4.ยี่ห้อรุ่นของหน่วยความจำที่ใช้ 5.ชุดระบายความร้อนที่ใช้ 6.เวอร์ชันของซอฟต์แวร์ เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่เราเขียนในตอนนี้จึงอยู่บนพื้นฐานเงื่อนไขของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เราใช้ ***

ถ้าดูจากผลการทดสอบแล้วเราก็จะเห็นได้ว่า Ryzen 3 1200 นี่เป็นนังงูพิษสำหรับ Ryzen 3 1300X ก็ว่าได้ครับ เพราะสามารถโอเวอร์คล็อกความเร็วไปได้ในระดับ 4GHz กันเลยทีเดียว และเมื่อโอเวอร์คล็อกแล้วก็ให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้นมาเทียบเท่ากับ Ryzen 3 1300X ที่มีราคาสูงกว่าอีกด้วย จึงจัดได้ว่า Ryzen 3 1200 เป็นซีพียูที่คุ้มค่ามากที่สุดอีกรุ่นหนึ่งในเวลานี้ เหมือนกับทางฝั่ง Intel ที่มี Pentium G4560/G4600 ที่เป็นหอกข้างแคร่ของ Core i3 ทั้งเจนฯ 6 และเจนฯ 7 นั่นเอง (ล่าสุดได้ข่าวว่า Core i3 เจนฯ 8 ต้องปรับไปเป็นซีพียูแบบ Quad-Core เต็มตัวแล้ว)

สำหรับคนชื่นชอบเรื่องการโอเวอร์คล็อกและการปรับแต่งประสิทธิภาพการทำงานของพีซีด้วยตัวเอง การใช้ Ryzen 3 1200 ก็เป็นอะไรที่สนุกมากครับ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าในกรณีที่เราจะโอเวอร์คล็อก Ryzen 3 1200 มาที่ความเร็วในระดับ 4GHz ได้นั้นก็จำเป็นต้องมีทั้งเมนบอร์ดที่ดี และอาจจะต้องรวมไปถึงชุดระบายความร้อนที่ดีด้วย เนื่องจากพื้นฐานของ Ryzen 3 1200 นั้น จะมีคุณสมบัติในการโอเวอร์คล็อกได้น้อยกว่า Ryzen 3 1300X อยู่แล้ว ดังนั้นการจะพา Ryzen 3 1200 ไปที่ความเร็ว 4GHz ได้นั้นเราก็อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายโดยรวมมากกว่า Ryzen 3 1300X ก็เป็นได้ และที่สำคัญคือไม่ใช่ Ryzen 3 1200 ทุกตัวที่จะสามารถโอเวอร์คล็อกไปที่ความเร็วในระดับ 4GHz ได้ (ไม่งั้นจะมี Ryzen 3 1300X ออกมาทำไม)

ส่วน Ryzen 3 1300X นั้นสามารถโอเวอร์คล็อกให้ไปทำงานที่ความเร็ว 4GHz ได้แบบง่าย ๆ ไม่ต้องเหนื่อยครับ ว่าไปทาง Ryzen 3 1300X ก็โอเวอร์คล็อกได้สนุกไม่แพ้กัน และดูเหมือนจะทำได้ง่ายกว่าเนื่องจาก Die ที่นำมาใช้ใน Ryzen 3 1300X จะมีคุณสมบัติการทำงานกับ CPU Clock ที่สูงได้ดีกว่า รวมถึงมีโอกาสการโอเวอร์คล็อกให้ทำงานที่ความเร็วสูงกว่า 4GHz+ ได้อีกด้วย (แต่คงต้องปรับเปลี่ยนไปใช้ชุดระบายความร้อนด้วยน้ำ) ในการทดสอบของเราแม้ว่าเราจะสามารถโอเวอร์คล็อก Ryzen 3 1300X ไปที่ความเร็ว 4.1GHz พร้อมกับหน่วยความจำได้ที่ 3400MHz แต่ว่าเสถียรภาพในการทำงานยังไม่ดีนักสามารถทดสอบ CINEBENCH ได้ ใช้งานทั่วไปได้ แต่ไปเจองานหนัก ๆ อย่างโปรแกรม Blender และการทดสอบ Realbench ด้วยการถอดรหัสวิดีโอที่ต้องใช้พลังการประมวลผลจากซีพียูอย่างเต็มที่นั้นจะทดสอบไม่ผ่านครับ ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาเรื่องของความร้อนที่อาจจะสูงเกินไป แต่ถ้าเป็นที่ระดับความเร็ว 4GHz ก็อย่างที่เห็นในผลการทดสอบครับผ่านทุกโปรแกรมแบบไร้ปัญหา

สำหรับใครที่ใช้ฮีตซิงค์เดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็น Ryzen 3 1200 หรือ 1300X เราแนะนำว่าให้โอเวอร์คล็อกไว้ในระดับ 3.8GHz ก็เพียงพอแล้วครับ และความเร็วในระดับนี้ก็สามารถใช้งานได้ดีไม่ว่าจะอยู่ในห้องแอร์หรือไม่แอร์ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนสะสมครับ แต่ถ้าใครมีฮีตซิงค์อื่น ๆ ที่ดีกว่าหรืออัปไปใช้ชุดน้ำเพื่อความสวยงามและเพื่อความเย็นก็ตามสะดวกครับไม่ว่ากัน

 

สรุปส่งท้าย

สำหรับบทสรุปของเราในการเลือกใช้งานระหว่าง Ryzen 3 1200 กับ Ryzen 3 1300X ก็ยังคงเหมือนกับตอนต้นครับถ้างบจำกัดยังไงซะก็ให้เลือก Ryzen 3 1200 แล้วค่อยไปโอเวอร์คล็อกเพิ่มเติมในภายหลัง แต่เราก็ต้องไม่ลืมที่จะเลือกใช้เมนบอร์ดที่รองรับการโอเวอร์คล็อกด้วยนะครับ สำหรับเมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM4 ที่รองรับการโอเวอร์คล็อกก็จะเป็นรุ่นที่ใช้ชิปเซต AMD X370 กับรุ่น AMD B350 ครับ ส่วนเมนบอร์ดที่ใช้ชิปเซต AMD A320 นั้นจะไม่รองรับการโอเวอร์คล็อกแต่ก็ยังคงรองรับคุณสมบัติ Turbo Core และ XFR (eXtended Frequency Range) ซึ่งก็คือการเพิ่มความเร็วของซีพียูโดยอัตโนมัติได้ตามปกติครับ

ส่วนใครที่มีงบประมาณมากขึ้นมาหน่อยการเลือกใช้ Ryzen 3 1300X ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายครับอย่าไปคิดว่าจ่ายเพิ่มอีกหนึ่งพันแล้วไม่คุ้ม เพราะประสิทธิภาพเดิม ๆ ของ Ryzen 3 1300X เองก็ถือว่าไม่ธรรมดา สามารถนำไปใช้งานได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะไปจับคู่กับกราฟิการ์ดของ AMD เองหรือจะไปจับคู่กับกราฟิกการ์ดของ NVIDIA ก็ทำได้ดีครับ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการความแรงแบบมีเสถียรภาพก็เลือก Ryzen 3 1300X ไปครับ และวันไหนนึกสนุกอยากจะเพิ่มความเร็วด้วยการโอเวอร์คล็อก Ryzen 3 1300X ก็ทำได้ง่ายเข้ากับบัสแรมสูง ๆ ได้ดีกว่าเวลาโอเวอร์คล็อกอีกด้วย

เอาล่ะครับมาถึงตรงนี้แล้วเราก็คิดว่าคุณผู้อ่านก็คงจะมีคำตอบสำหรับตัวเองแล้วนะครับว่าจะไป Ryzen 3 1200 หรือ Ryzen 3 1300X แต่ถ้าถามว่าในใจของผู้ทดสอบเองจะเลือกตัวไหน คำตอบก็คือ Ryzen 3 1300X ครับ สุดท้ายนี้ก็ขอให้สนุกและมีความสุขกับการเลือกซื้อเลือกใช้ซีพียูที่คุณชื่นชอบนะครับ…ขอบคุณสำหรับการติดตาม หากมีข้อสงสัยใด ๆ ก็ไปคอมเมนต์ไว้ที่ใต้โพสต์บทความในเฟซบุ๊ก fb.com/quickpc นะครับ

You may also like...