เปรียบมวยซีพียูรุ่นเล็ก Ryzen 3 VS Core i3 ศึกนี้มีลุ้น

อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ (วันที่ 27 กรกฎาคม) ทางเอเอ็มดีจะส่งซีพียู Ryzen 3 ซึ่งเป็นซีพียูรุ่นเล็กสุดของสถาปัตยกรรม “Zen Core” ลงสู่ตลาดแล้ว ซึ่งก็จะมาชนกับซีพียูในตระกูล Core i3 7000 Series (Kaby Lake) ของอินเทล โดยซีพียูในกลุ่มนี้ถือว่ามีฐานที่ใหญ่พอสมควร แม้ในทางเทคนิคเรามักจะเรียกซีพียูในกลุ่มนี้ว่าเป็น Entry Level หรือระดับเริ่มต้น แต่ว่าประสิทธิภาพของซีพียูกลุ่มนี้ในปัจจุบันก็มีมากเพียงพอที่จะใช้ทำงานในระดับโฮมยูสและในสำนักงานได้อย่างครอบคลุม รวมถึงยังสามารถใช้งานร่วมกับกราฟิกการ์ดในระดับกลางไปจนถึงสูงเพื่อเล่นเกมได้เป็นอย่างดี โดยที่ใช้งบประมาณโดยรวมไม่มากนัก และก่อนที่ Ryzen 3 จะวางตลาดอย่างเป็นทางการเรามาลองวิเคราะห์ในเบื้องต้นกันดูสักหน่อยว่าซีพียู Ryzen 3 ที่หลายคนกำลังรอคอยนั้นเมื่อเทียบกับซีพียูของคู่แข่งนั้นจะมีอะไรได้เปรียบเสียเปรียบบ้าง (Intel Core i3 ที่พูดถึงในบทความนี้เราจะหมายถึงซีพียูที่เป็น Kaby Lake)

 เทียบสเปค Ryzen 3 VS Core i3 (Kaby Lake)

ก่อนจะดูเรื่องอื่น ๆ หลายคนคงอยากจะทราบสเปคของ Ryzen 3 ก่อนว่ามีอะไรบ้าง จากข้อมูลที่เอเอ็มดีเปิดเผยในเว็บไซต์ทำให้เราทราบว่า Ryzen 3 นั้น จะมีอยู่สองรุ่นด้วยกันคือ Ryzen 3 1200 และ Ryzen 3 1300X โดยทั้งคู่จะเป็นซีพียูแบบ 4 คอร์ 4 เธรด ในขณะที่ซีพียู Core i3 นั้นจะเป็นซีพียูแบบ 2 คอร์ 4 เธรด

นอกจากสเปคแล้วหลายคนก็คงจะสนใจเรื่องของราคาเช่นกัน จากการคาดเดาเราประมาณว่า Ryzen 3 1200 จะมีราคาอยู่ที่ 3,XXX บาท ซึ่งจะไปชนกับ Core i3-7100 ส่วน Ryzen 3 1300X เราคาดว่าน่าจะมีราคาอยู่ที่ 4,XXX บาท ซึ่งจะไปชนกับ i3-7300 โดย Core i3 ทั้งสองตัวนี้ก็จัดได้ว่าเป็นรุ่นยอดนิยมเช่นกัน สวน i3-7320 ที่มีราคาสูงในระดับเกือบ 6 พัน เราคิดว่าคนเล่นฝั่งอินเทลเองก็คงมองข้ามไปใช้ Core i5 เลยดีกว่า แต่ถ้าหันกลับมามองทางฝั่งเอเอ็มดี ในราคา 5990 บาท นี้ ซื้อ Ryzen 5 1400 ที่เป็นซีพียูแบบ 4 คอร์ 8 เธรดได้เลย แรงกว่าแบบไม่ต้องสงสัย ส่วนซ๊พียู i3-7350K ที่มีราคาพุ่งทะยานไปถึง 6,790 บาท คนที่ซื้อก็มีแต่นักโอเวอร์คล็อกเท่านั้นครับ เอาไปเพื่อทดสอบเมนบอร์ดมากกว่าจะเอาไปใช้งานจริง ๆ เพราะราคานี้ก็ซื้อ Core i5 ได้เลย และถ้าบวกเพิ่มอีก 1 พันบาท ก็๋สามารถเป็นเจ้าของ Ryzen 5 1600 ซีพียู 6 คอร์ 12 เธรด ได้เช่นกัน

การมีตัวเลือกเพียงสองรุ่นสำหรับซีพียูในระดับเริ่มต้นเราคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะไม่สับสน และเราก็คิดว่าราคาก็น่าจะห่างกันประมาณ 1 พันบาท ระหว่าง Ryzen 3 1200 กับ Ryzen 3 1300X เพราะถ้าขายต่ำหรือมีตัวเลือกเยอะกว่านี้จะไปกระทบกับ APU ในตลาดซ็อกเก็ต FM2+ อย่างแน่นอน

 

Core i3 Kaby Lake ซีพียูรุ่นเล็กที่ให้ประสิทธิภาพเกินตัว

ต้องยอมรับเลยนะครับว่าซีพียู Core i3 7000 Series นั้นให้ประสิทธิภาพไม่ธรรมดาเลย เช่น Core i3 7300 ที่มีความเร็ว 4.0GHz นั้น ถ้าทดสอบเทียบกับ Core i5 7400 ที่มีความเร็ว 3.0/3.5GHz ด้วยโปรแกรมด้านกราฟิกที่เน้นคอร์ประมวลผลจากซีพียูเป็นหลัก Core i3 7300 อาจจะแพ้ด้วยจำนวนคอร์จริง ๆ ที่มีอยู่ในซีพียูรวมทั้งหน่วยความจำแคช L3 ที่อาจจะมีน้อยกว่า แต่พอมาทดสอบกับเกมหลาย ๆ เกมที่ใช้ทั้งประสิทธิภาพของซีพียูและกราฟิกการ์ดรวม ๆ กัน เราก็จะเห็นได้ว่า Core i3 7100 (ที่เป็นแบบ 2 คอร์ 4 เธรด) นั้นสามารถทำคะแนนการทดสอบได้ไม่ต่างจาก Core i5 7400 (4 คอร์ 4 เธรด) มากนักโดยเฉพาะถ้าทดสอบกราฟิกการ์ดในรุ่นเล็กอย่าง GTX 750 Ti ไปจนถึงรุ่นกลาง ๆ อย่าง GTX 1060 เว้นแต่จะไปเจอเกมที่ใช้การประมวลผลจากซีพียูที่หนักจริง ๆ จึงจะส่งผลที่เห็นได้ชัด

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ซีพียูในกลุ่ม Core i3 ทำงานได้ค่อนข้างรวดเร็วก็คือทำงานด้วยความถี่สูงที่คงที่ตลอดเวลาเช่น i3-7100 ความเร็ว 3.9GHz, i3-7300 ความเร็ว 4.0GHz หรือ i3-7320 ทำงานที่ความเร็ว 4.1GHz ในขณะที่ i5-7400 ทำงานที่ความเร็ว 3.0GHz และทำงานที่ความเร็ว 3.5GHz ในโหมดเทอร์โบ ถ้าไปเจองานน้อย ๆ ความเร็วของ i5 ถึงจะขึ้นสูงในระดับ 3.5GHz แต่ว่า i3 ตัวเล็กสุดยังทำงานด้วยความเร็วที่สูงถึง 3.9GHz ตลอดเวลา

ดังนั้นการที่เอเอ็มดีจะนำ Ryzen 3 ที่เป็นซีพียูแบบ 4 คอร์ 4 เธรด ที่มีความเร็วไม่ถึงระดับ 4GHz มาชนกับ Core i3 (Kaby Lake) ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เอาชนะได้ง่ายนัก

แต่ถ้าจะดูผลการทดสอบแบบข้างเดียวจากทางฝั่งเอเอ็มดีเพื่อประเมินความสามารถของ Ryzen 3 ในตอนนี้ก็คงจะต้องดูจาก Ryzen 3 Pro 1300 ซึ่งเทียบเท่ากับ Ryzen 3 1300X ครับ และในการทดสอบนี้เป็นการทดสอบเทียบกับ Core i3-7100 อีกต่างหาก น่าเสียดายน่าจะเทียบกับ Core i3-7300 แน่นอนครับว่าผลการทดสอบจากเอเอ็มดีคะแนนก็จะต้องนำอยู่แล้ว งานนี้ก็ดูแบบคราว ๆ กันไปก่อนครับ และผลการทดสอบส่วนใหญ่ก็เป็นโปรแกรมเพื่อการทำงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีผลทดสอบทางด้านเกม  งานนี้ก็เลยต้องรอลุ้นต่อตอนได้ของจริงมาทดสอบครับ อ้อ! และเราก็ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่ได้เปรียบอีกอย่างก็คือ Ryzen 3 ทั้งสองรุ่นสามารถโอเวอร์คล็อกความเร็วเพิ่มเติมเองได้ครับ ซึ่งก็คาดว่าน่าจะสามารถโอเวอร์คล็อกกันแบบสุด ๆ ได้ที่ 3.9GHz – 4.0GHz โดยใช้ฮีตซิงค์คุณภาพสูง หรือใช้ชุดระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งก็จะทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมาได้เช่นกัน และเท่าที่เคยลองกับ Ryzen 5 1400 กับฮีตซิงค์ที่มาพร้อมกับตัวซีพียูก็สามารถที่จะโอเวอร์คล็อกไปที่ 3.9GHz ได้แบบไม่ต้องลุ้น และเราคิดว่า Ryzen 3 กับฮีตซิงค์ที่แถมมากับตัวซีพียูก็น่าจะโอเวอร์คล็อกได้ในระดับที่ใกล้ ๆ กัน อันนี้แหละถือว่าเป็นไม้เด็ดของเอเอ็มดี อย่างไรก็ตามผู้ใช้เองก็ต้องเลือกเมนบอร์ดที่มีความเหมาะสมและออกแบบมาเพื่อรองรับการโอเวอร์คล็อกด้วยถึงจะดีครับ

ซ็อกเก็ต LGA 1151 VS ซ็อกเก็ต AM4

ที่ใช้ชื่อหัวข้อว่าด้วยเรื่องของซ็อกเก็ตก็เพราะว่าเราจะพูดในเรื่องความแตกต่างของแพลตฟอร์มครับ ถ้าดูในแง่ของความได้เปรียบและเสียเปรียบของการใช้งานซ็อกเก็ตทั้งสองนี้เราก็คิดว่าตอนนี้แทบจะไม่แตกต่างกันแล้วครับ เพราะว่าซ็อกเก็ต AM4 นั้นแพลตฟอร์มทั้งหมดก็ยกระดับมาใช้หน่วยความจำแบบ DDR4 ได้เรียบร้อยแล้ว ส่วนซ็อกเก็ต LGA 1151 เองก็รองรับหน่วยความจำ DDR4 มาตั้งแต่แรกและมีมาก่อนแล้วหนึ่งเจนเนอร์เรชันอีกต่างหาก

เรื่องอายุการใช้งานและการอัปเกรดตอนนี้ทั้งสองแพลตฟอร์มเราก็ให้คะแนนที่เทียบเท่ากันครับ คนที่วางแผนจะใช้ Core i3 (Kaby Lake) ก็ยังสามารถเลือกใช้ได้ครับไม่มีปัญหาอะไร คือถ้าใช้เล่นเกมอย่างเดียวไม่ได้เน้นว่าจะต้องถ่ายถอดสดก็ยังสามารถลงทุนกับ Core i3 กับเมนบอร์ดซ็อกเก็ต LGA 1151 ที่ใช้ชิปเซต Z270, H270, B250 หรือถ้าเป็นเมนบอร์ดรุ่นก่อนหน้าที่ใช้ชิปเซต Z170, H170, B150 และ H110 ก็เล่นได้ครับ ราคาประหยัดอีกต่างหาก แต่ก่อนซื้อก็อย่าลืมถามก่อนว่าอัปเกรดให้รองรับซีพียู คอร์ เจนเนอร์เรชันที่ 7 แล้วหรือยัง (ส่วนใหญ่ตอนนี้น่าจะได้หมดแล้วอัปเกรดไบออสมาจากโรงงาน) และในวันหน้าถ้าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพก็ยังพอจะหาซีพียู Core i5 หรือ Core i7 ที่เป็น Kaby Lake มาอัปเกรดแทนได้ซึ่งก็มีทั้งมือหนึ่งและมือสองรองรับอยู่แล้วครับ

ส่วนคนที่รอจะใช้ Ryzen 3 ในวันนี้ เมื่อใช้งานไปแล้วคุณเองก็มีทางเลือกในการอัปเกรดได้ง่าย ๆ เช่นกัน เพราะมีซีพียู Ryzen 5 และ Ryzen 7 ให้เลือกใช้มากมายหลายรุ่นตั้งแต่ซีพียูแบบ 4 คอร์ 8 เธรด ซีพียูแบบ 6 คอร์ 12 เธรด ไปจนถึงรุ่นสูงในระดับ 8 คอร์ 12 เธรด ก็ยังได้ เพราะ Ryzen ทุกตัวใช้ซ็อกเก็ต AM4 เหมือนกันทั้งหมด รวมไปถึงชิปเซตและเมนบอร์ดก็ใช้งานร่วมกันได้ โดยในตอนนี้ทางเอเอ็มดีก็มีชิปเซตทั้งสามรุ่นที่เคยประกาศไว้ลงตลาดอย่างครบถ้วนแล้วไม่ว่าจะเป็น AMD X370 AMD B350 และ AMD A320 และถ้าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพแบบไม่ต้องลงทุนอะไรมากก็โอเวอร์คล็อกไปครับ ก็อย่างที่บอกแต่แรกว่าจุดเด่นของ Ryzen 3 เลยก็คือสามารถโอเวอร์คล้อกเพิ่มประสิทธิภาพได้ เพียงแต่ต้องดูแลเรื่องระบายความร้อนให้ดีเท่านั้น

Ryzen กับ RAM DDR4 ไว้ใจได้ยัง?

หลายคนยังคงจำภาพความชุลมุนในช่วงแรกของซีพียู Ryzen 7 และ Ryzen 5 ได้เป็นอย่างดีในประเด็นเรื่องของหน่วยความจำที่ไม่สามารถเปิดใช้ค่า XMP ได้ง่ายนัก ซึ่งในตอนนี้ปัญหาเหล่านั้นก็ลดลงไปมากแล้วทั้งในส่วนของเอเอ็มดีและผู้ผลิตเมนบอร์ดเองต่างก็ร่วมมือเพื่อปรับปรุงและทำไบออสรุ่นใหม่ ๆ ออกมาให้รองรับได้ง่ายขึ้น ส่วนทางผู้ผลิตหน่วยความจำเองก็หลายยี่ห้อก็ได้ทำหน่วยความจำสำหรับแพลตฟอร์ม Ryzen ออกมาโดยเฉพาะก็มี

ว่ากันตรง ๆ การที่ Ryzen จะมีปัญหากับ XMP ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนะ เพราะค่า XMP ที่อยู่ในหน่วยความจำนั้นเป็นมาตรฐานที่กำหนดโดย Intel และเวลาจะเรียกชื่อให้ถูกต้องกันจริง ๆ ก็ต้องเรียกว่า Intel XMP ซึ่งย่อมาจาก Intel Extreme Memory Profile แต่บังเอิญในช่วงที่ผ่านมาเราก็สามารถเปิดใช้งาน XMP บนเมนบอร์ดและเพลตฟอร์มของเอเอ็มดีได้มาโดยตลอด เลยทำให้ทุกคนคิดว่า XMP นี่เป็นมาตรฐานกลางของหน่วยความจำ แต่ถ้าลองย้อนเวลากลับไปในช่วงที่ Intel เปิดตัวมาตรฐาน XMP ของตนในครั้งแรก เวลานั้นซีพียูและเมนบอร์ดทางฝั่งเอเอ็มดีก็ไม่สามารถเปิดใช้ค่า XMP ได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มีการโวยวายกันในระดับโลกจนถึงขั้นตื่นตระหนก และเป็นทางฝั่งผู้ผลิตเมนบอร์ดเองด้วยซ้ำที่แข่งกันพัฒนา BIOS ของเมนบอร์ดฝั่งเอเอ็มดีให้รองรับค่า XMP ที่อยู่ในหน่วยความจำได้

ดังนั้นในกรณีที่แพลตฟอร์ม Ryzen ไม่สามารถทำงานร่วมกับค่า XMP ของหน่วยความจำได้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรสำหรับเรา เพราะในหน่วยความจำนั้นไม่ได้มีค่า XMP เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีค่าโปรไฟล์อื่น ๆ ซึ่งเป็นมาตรฐาน JEDEC ที่เราสามารถเลือกใช้ได้เช่นกัน แต่แน่นนอนว่าการทำให้แพลตฟอร์ม Ryzen รองรับค่า XMP ได้ก็เป็นผลดีของทั้งระบบด้วยเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลโดยรวมทั้งหมดดีขึ้น เนื่องจากบัสภายในของ Ryzen จะทำงานเท่ากับความเร็วของหน่วยความจำนั่นเองครับ ซึ่งก็มองได้ว่าเป็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อยในเวลาเดียวกัน แต่ในท้ายที่สุดแล้วเราก็คิดว่าปัญหาเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ หมดไปครับ

ส่งท้าย

ที่เล่ามายืดยาวทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องเตรียมข้อมูลเตรียมความพร้อมก่อนที่จะได้พบกับสินค้าตัวจริงที่จะลงตลาดในสัปดาห์หน้าครับ เป็นการเปรียบเทียบเปรียบมวยกันแบบสนุก ๆ ตามประสาคนที่ติดตามและใช้งานซีพียูทั้งสองค่ายมาอย่างยาวนานครับ

ในมุมมองของเราการที่ Ryzen 3 จะทำงานได้เร็วกว่า Core i3 หรือไม่นั้นไม่สำคัญเลยครับ เราคาดหวังเพียงแค่ Ryzen 3 ที่ออกมานี้สามารถให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่าซีพียูแบบ 4 คอร์ 4 เธรด ของตัวเองอย่าง AMD FX 4300 หรือ Athlon X4 800K Series ก็เพียงพอแล้วครับ และถ้าเรายังคงใช้ทฤษฎีเดียวกันกับตอนเปิดตัว Ryzen 7 และ Ryzen 5 ที่บอกว่า Zen Core ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม 52% เมื่อเทียบกับสถาปัตยกรรมรุ่นก็หน้า และถ้า Ryzen 3 ทำอย่างนั้นได้จริง เราก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว โดยไม่ต้องไปเทียบกับคู่แข่ง

ส่วนเรื่องการแข่งขั้นทางด้านตลาดคนที่จะตัดสินก็คือผู้บริโภคอย่างเราทุกคนนี่แหละครับ และถ้าใครมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรก็ไปฝากคอมเมนต์ไว้ที่โพสต์ของบทความนี้ในเพจ facebook/quickpc ได้เลย…ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ

You may also like...