โอเวอร์คล็อกซีพียู ทำไมต้องเพิ่มไฟ

ถ้าใครเคยอ่านบทความเกี่ยวกับการโอเวอร์คล็อกซีพียูมาบ้าง ก็จะพบกับคำแนะนำที่ว่าถ้าต้องการเพิ่มความเร็วของซีพียูให้มากขึ้นก็ต้องเพิ่มไฟ แล้วเพิ่มไฟที่ว่าคือไฟอะไร แล้วเพิ่มไฟทำไม บทความนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับเหตุผลที่แท้จริงของการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียูเมื่อต้องการโอเวอร์คล็อก

การโอเวอร์คล็อกซีพียูคือการเร่งความเร็วของสัญญาณนาฬิกาของซีพียูให้มีจำนวนรอบการทำงานต่อวินาทีให้เพิ่มขึ้น เช่นจากความเร็ว 3.5GHz ไปเป็น 4.0GHz และเมื่อมีการโอเวอร์คล็อกซีพียูให้มีความเร็วเพิ่มเติมสิ่งที่ตามมาก็คือการใช้พลังงานมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในการชดเชยการใช้พลังงานเหล่านั้นก็คือการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียู (และจะมีการเพิ่มกระแสไฟฟ้าให้กับซีพียูด้วยโดยอัตโนมัติ) และนั่นคือสิ่งที่พวกเราทุกคนรู้มาเหมือน ๆ กัน แต่ภายใต้การเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียูนี้ยังมีเรื่องราวอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ เราจะไปดูกันว่าที่มาของเรื่องนี้เป็นอย่างไร

 

ทำความรู้จัก CPU Core Voltage และค่า Transient response

คำว่าเพิ่มไฟให้ซีพียูในที่นี้หมายถึงการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียู ถ้าดูจากโปรแกรม CPU-Z ตรงนี้จะเรียกว่า Core Voltage หรือถ้าไปดูในหน้าจอไบออสของเมนบอร์ดอาจจะพบเห็นคำอื่น ๆ เช่น CPU Core Voltage หรือ CPU VCore

ส่วนเหตุผลที่ทำให้เราต้องเพิ่มแรงดันไฟฟ้าของ Core Voltage ก็มีอยู่หลายเหตุผลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเพื่อช่วยให้รักษาระดับแรงดันไฟฟ้าที่ซีพียูต้องการมีเพียงพออยู่ตลอดเวลา และอีกส่วนหนึ่งก็คือเพื่อชดเชยค่า Transient response ซึ่งเป็นระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงของแรงดันไฟฟ้าจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ในทางอุดมคติเวลาที่ใช้ตรงนี้คือศูนย์หรือไม่เสียเวลาเลย แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ลองดูตัวอย่างภาพต่อไปนี้

ด้านบนเป็นภาพตัวอย่างของ Transient response ในวงจรไฟฟ้า ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงแรงดันไฟฟ้าจาก 1.0V ไป 1.2V จะมีการใช้เวลา 30ns ตรงนี้เรียกว่าค่า Transient response ซึ่งจริง ๆ มันน้อยมากเมื่อเทียบกับมุมมองของมนุษย์ เพราะมันคือ 30 ส่วนใน 1 ล้านส่วนของวินาที เท่านั้น แต่ถ้าเป็นมุมมองของคอมพิวเตอร์ที่การประมวลผลเกิดขึ้นในทุกเศษเสี้ยววินาที ระยะเวลา 30ns นี้อาจจะเป็นเวลาที่มากเกินไปในการรอคอย หรืออาจจะเป็นเวลาที่น้อยเกินไปสำหรับการทำงานก็เป็นได้ อย่างในกรณีที่เราโอเวอร์คล็อกซีพียูก็คือเราไปเร่งวงรอบการทำงานให้เร็วขึ้น แต่ระยะเวลาของค่า Transient response ยังคงเดิม ทำให้การเปลี่ยนแปลงของระดับไฟฟ้าเกิดขึ้นไม่ทันท่วงทีหรือไม่สอดคล้องกันช่วงที่ซีพียูต้องตัดสินค่าของข้อมูลว่าจะเป็น “1” หรือเป็น “0” ทำให้ระบบของเราล่มซึ่งอาจจะแสดงออกมาให้เราเห็นเป็นหน้าจอบูลสกรีนบ้าง หน้าจอค้างบ้าง หรือรีสตาร์ทบ้าง พอมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะงงว่าแล้วแค่ช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงไฟฟ้ามันส่งผลต่อการทำงานของซีพียูขนาดนั้นเลยหรือ

มาขยายความกันต่อครับ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำงานของคอมพิวเตอร์นั้นข้อมูลที่ซับซ้อนทั้งหลายแท้จริงแล้วจะมีเพียงค่า Logic “0” หรือ Logic “1” เท่านั้น แต่ว่าค่า “0” กับ “1” จะถูกผูกไว้กันค่าแรงดันอ้างอิงโดยเฉพาะค่า “1” อาจจะถูกกำหนดค่าแรงดันไว้ที่ 1.2V ให้ตีความเป็น “1” ถ้าต่ำกว่านี้ให้ตีค่าเป็น “0” ดังนั้นเมื่อการเปลี่ยนแปลงค่าแรงดันไฟฟ้าไม่ถูกตรงหรือไม่ตรงจังหวะกับการติดสินใจด้านข้อมูลก็ทำให้ระบบล่มหรือแสดงออกอย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้น

เมื่อเป็นอย่างนี้การเพิ่มแรงดันไฟฟ้าขึ้นมาอีกเล็กน้อยก็เหมือนกับเรายกฐานของแรงดันไฟฟ้าขึ้นมาไว้ก่อนแล้วและเมื่อต้องการแรงดันไฟ้าในระดับที่ต้องการก็จะเป็นการเพิ่มขึ้นมาอีกเพียงเล็กน้อยซึ่งจะใช้เวลาหรือใช้ค่า Transient response ที่น้อยลงด้วยนั่นเอง อันนี้อธิบายแบบให้เข้าใจง่าย ๆ นะครับ ของจริงมันซับซ้อนกว่านี้ เพราะซีพียูในยุคปัจจุบันจะมีการปรับใช้แรงดันขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ได้ใช้ค่าคงที่ค่าใดค่าหนึ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงพอจะเข้าใจแล้วหล่ะว่าการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียูนั้นมันจะช่วยลดค่า Transient response แล้วทีนี้พอเพิ่มแล้วมันจะทำให้ระยะเวลาในการลดลงของแรงดันไฟฟ้านั้นต้องใช้มากขึ้นด้วยหรือเปล่า แล้วแบบนี้เพิ่มไฟไปจะมีประโยชน์อะไร อย่างนั้นต้องลองดูอีกหนึ่งภาพตัวอย่างครับ

ถ้าลองสังเกตดูดี ๆ (วงกลมรูปกลางเส้นแดง) ช่วงการลดลงของแรงนั้นนั้นจะใช้เวลาค่อนข้างน้อยจะเห็นได้ว่าช่วงของการลดจะค่อนข้างหักมุมลงมาเลย ในขณะที่ช่วงขาขึ้นที่ใกล้กับจุดสูงสุดของสัญญาณ (วงกลมซ้ายสุด) จะมีการโค้งงอแสดงถึงการใช้เวลาที่มากกว่า ลองมาดูอีกภาพ (วงกลมด้านขวา) เป็นภาพจากดิจิทัลออสซิลโลสโคปที่ใช้จับสัญญาณดิจิทัลที่มีความเร็ว 250,000Hz หรือ 250KHz ก็จะเห็นชัดว่าช่วงขาขึ้นของสัญญาณก่อนจะถึงจุดสูงสุดจะมีความโค้ง ในขณะที่ช่วงขอบขาลงของสัญญาณจะตกลงมาเร็วมาก ตามที่อธิบายไปแล้วว่าซีพียูส่วนใหญ่จะตีค่าแรงดันไฟฟ้าที่ตำกว่าแรงดันที่กำหนดว่าเป็น “0” ทำให้การเปลี่ยนแปลงในช่วงขาลงของสัญญาณจึงไม่เป็นปัญหา

นอกจากนี้แล้วค่าของ Transient response จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกเมื่ออุณหภูมิของตัวซีพียูเพิ่มขึ้นหรือลง ถ้าอุณหภูมิเพิ่มค่า Transient response จะเพิ่มขึ้น และนั่นก็อีกหนึ่งเหตุผลด้วยว่าเมื่อเราโอเวอร์คล็อกแล้วทำไมต้องมีอุปกรณ์ระบายความร้อนที่ดีตามไปด้วย หรือแม้กระทั่งการโอเวอร์คล็อกซีพียูโดยใช้ LN2 เราก็จะเห็นว่านักโอเวอร์คล็อกก็ต้องระวังไม่ให้อุณภูมิของซีพียูต่ำจนเกินไปซึ่งมีผลต่อการทำงานของซีพียูและระบบไฟฟ้าอื่น ๆ บนเมนบอร์ดด้วยเช่นกัน

 

แรงดันไฟฟ้าที่ให้ซีพียูมากจากไหน แล้วทำไมปรับได้

เชื่อหรือไม่ว่าหนึ่งในสิ่งที่ใช้บอกถึงคุณภาพของเมนบอร์ดก็คือภาคจ่ายไฟ (Voltage regulator) บนเมนบอร์ดที่วางอยู่รอบ ๆ ซ็อกเก็ตของซีพียูนั่นเอง ถ้าภาคจ่ายไฟทำงานดีจ่ายไฟได้เที่ยงตรงแม่นยำและเพียงพอระบบที่เราใช้งานก็จะมีเสถียรภาพในการทำงานตามไปด้วย และยิ่งซีพียูยุคใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนความเร็วในการทำงานโดยอัตโนมัติอยู่ตลอดเวลาหากภาคจ่ายไฟนี้ทำงานไม่เที่ยงตรงแม่นยำก็จะทำให้การทำงานทั้งหมดของซีพียูล้มเหลวได้

สมัยก่อนเมื่อนานและนานมาแล้วภาคจ่ายไฟบนเมนบอร์ดก็จะเป็นเพียงวงจรภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งที่มีพื้นฐานการทำงานแบบบ้าน ๆ และมีแรงดันไฟฟ้าเพียงระดับเดียวเท่านั้นอาจจะเป็น 5V หรือ 3.3V ก็แล้วแต่ว่าซีพียูจะต้องการแรงดันไฟฟ้าที่เท่าไร ไม่สามารถปรับได้เหมือนสมัยนี้ แต่ในช่วงประมาณปี ค.ศ 2000 ในคอมพิวเตอร์เริ่มที่จะมีระบบจัดการบริหารพลังงานมาใช้เพื่อลดการใช้พลังงานและลดความร้อนในการทำงาน รวมไปถึงซีพียูของอินเทลก็เริ่มนำเทคโนโลยี Speed Step มาใช้ ที่ทำให้ซีพียูสามารถปรับความเร็วในการทำงานตามภาระของงาน หรือตามโหมดการใช้พลังงานได้ ทำให้ซีพียูมีความต้องการแรงดันไฟฟ้าที่หลากหลายขึ้น ภาคจ่ายไฟโง่ ๆ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่เป็นภาคจ่ายไฟที่สามารถสื่อสารกับฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ได้ โดยมีการเพิ่มส่วนควบคุมการทำงานของภาคจ่ายไฟเพิ่มเข้าไป จากเดิมที่เคยใช้ชิปควคุมการทำงาน DC-DC Controller หรือ PWM Controller แบบธรรมดาทั่วไปก็ต้องเปลี่ยนมาเป็น Digital DC-DC Controller แทน เพราะตัวควบคุมแบบดิจิทัลนี้สามารถสื่อสารกับซีพียูและฮาร์ดแวร์อื่น ๆ เพื่อปรับค่าแรงดันไฟฟ้าได้ตามที่ซีพียูหรือฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ต้องการได้อย่างแม่นยำ

และที่ล้ำขึ้นไปอีกก็คือซีพียูรุ่นใหม่ ๆ อย่าง Ryzen ของ AMD (รวมถึงซีพียูของทางอินเทลด้วย) สามารถปรับใช้แรงดันไฟของซีพียูให้มีความแตกต่างกันได้ในแต่ละคอร์เลยทีเดียว ลองดูภาพจากโปรแกรม HWmonitor จะเห็นได้ว่าซีพียู Ryzen 7 1700 ที่เป็นซีพียู 8 คอร์ จะมีค่า VID  (แรงดันไฟฟ้าของซีพียูแต่ละคอร์) ที่แตกต่างกันไป แต่ว่า VDD ซึ่งเป็นแรงดันหลักจะต้องมีค่าสูงกว่าแรงดัน VID ของคอร์ที่ต้องการสูงสุด ในภาพตัวอย่างคอร์ #0 (ในช่วงเวลาปัจจุบัน) ต้องการ VID ที่ 1.394V ค่า VDD ที่ซีพียูต้องรับเข้ามาก็คือ 1.400V และถ้าเรามาดูในช่อง Max ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ซีพียูแต่ละคอร์เคยต้องการแรงดันไฟฟ้า VID สูงถึง 1.400V ครบทุกคอร์ VDD ที่เข้ามาก็ต้องมีเกินไว้เล็กน้อยที่ 1.406V และในช่วงค่า Mix ที่ซีพียูทุกคอร์ต้องการ VID เพียงแค่ 1.106V ค่า VDD ที่เราเข้ามาก็ต้องการเพียง 1.112V เท่านั้น

อย่างไรก็ตามการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียูนั้น ก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเราไม่ควรจะเพิ่มแรงดันไฟฟ้าครั้งละมาก ๆ ในคราวเดียว ควรจะปรับเพิ่มขึ้นครั้งละ +0.1 โวลท์  หรือ +0.2 โวลท์ ก็เพียงพอ แล้วค่อย ๆ ทดสอบดู เพราะบางครั้งการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าในส่วนของซีพียูเพียงเล็กน้อยก็ช่วยให้ระบบทำงานมีเสถียรภาพแล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มให้สูงจนเกินความต้องการเพราะที่เหลือมันจะกลายเป็นความร้อนให้กับซีพียูไปแทนครับ

ซีพียูแต่ละตัวก็จะมีการตอบสนองต่อการเพิ่มค่านี้ไม่เท่ากัน ซีพียูบางตัวโอเวอร์คล็อกไปโดยไม่ต้องเพิ่มแรงดันไฟฟ้าก็สามารถทำงานได้ดี ในขณะที่ตัวอื่น ๆ จำเป็นต้องเพิ่มแรงดันไฟฟ้า เราสามารถใช้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นแนวทางได้ว่าคนที่เคยลองโอเวอร์คล็อกเขาปรับแรงดันไฟฟ้าของซีพียูไปที่เท่าไรบ้าง และอีกประการหนึ่งก็ต้องดูด้วยว่าเขาโอเวอร์คล็อกแล้วใช้ชุดระบายความร้อนแบบไหน ฮีตซิงค์ธรรมดา ฮีตซิงค์รุ่นพิเศษ หรือใช้ชุดระบายความร้อนด้วยน้ำก็ต้องดูด้วย ไม่ใช่เห็นเขาเพิ่มเราเพิ่มบ้างโดยที่ไม่ได้ดูเรื่องอุปกรณ์ระบายความร้อนงานนี้ก็อาจจะสร้างความเสียหายให้กับซีพียูหรือเมนบอร์ดได้เช่นกัน แม้ว่าในปัจจุบันซีพียูและเมนบอร์ดจะมีระบบป้องกันตัวเองอยู่แล้วก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรประมาท

 

แล้วจะรู้ได้ไงว่าซีพียูตัวไหนต้องการแรงด้นไฟฟ้าแค่ไหน และดูอย่างไรว่ามากไปแล้ว

ตามปกติเราสามารถตรวจสอบการใช้แรงดันไฟฟ้าได้จากคู่มือของซีพียูรุ่นนั้น ๆ ครับ แต่ว่าในปัจจุบันเอกสารแบบนั้นชาวบ้านทั่วไปหาได้ยากเหลือเกินครับ ดังนั้นเราจึงต้องใช้วิธีการตรวจสอบแบบบ้าน ๆ และง่ายที่สุดเลยก็คือตรวจสอบจากไบออสนี่แหละครับ ในกรณีที่เพิ่งประกอบพีซีเสร็จหรือถ้าใช้งานอยู่แล้วก็ให้เข้าไปที่ไบออส จากนั้นก็มองหาปุ่มเรียกคืนค่า default ของเมนบอร์ด ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมนู Exit ของไปออส อาจจะแสดงข้อความเป็น Load default หรืออื่น ๆ ซึ่งตรงนี้จะเป็นการคืนค่าการปรับแต่งต่าง ๆ ของระบบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นซีพียู หน่วยความจำ และส่วนอื่น ๆ

จากนั้นก็ให้เรามาตรวจสอบในส่วนของการปรับแต่งซีพียูให้มาดูที่ค่าของ CPU Voltage หรือ CPU Core Voltage ก็จะแสดงค่าปกติที่เหมาะสมของซีพียูรุ่นนั้น ๆ ให้เราได้เห็น อย่างไรก็ตามค่าเหล่านี้อาจจะไม่ได้แสดงเป็นค่าคงที่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนขึ้นลงไปตามการทำงานของซีพียูได้

อย่างไรก็ตามถ้าเมนบอร์ดที่เราใช้และซีพียูที่เราใช้เป็นรุ่นที่สามารถโอเวอร์คล็อกได้ ก็ให้เราลองตั้งค่าแรงดันไฟฟ้าในส่วนของ CPU Core Voltage ดูเล่น ๆ ได้ แต่ยังไม่ต้องบันทึก เช่นถ้าแสดงเป็น 1.2V เราก็ลองเพิ่มไปเป็น 1.3V 1.4V ไปเรื่อย ๆ เมนบอร์ดบางรุ่นอาจจะให้พิมพ์ค่าแรงดันไฟฟ้าเข้าไปได้โดยตรง เมนบอร์ดบางรุ่นก็จะให้กดปุ่ม +/- เพื่อเพิ่มหรือลดได้ตามต้องการ ซึ่งปกติแล้วถ้าเราเพิ่มส่วนนี้ไปมาก ๆ ตัวเลขก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นสีอื่น ๆ นอกเหนือจากปกติซึ่งแสดงถึงระดับอันตราย ตัวอย่างนี้เราใช้เมนบอร์ด ASUS ROG STRIX X370-F GAMING ลองปรับแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียู Ryzen 7 1700

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าถ้าตัวเลขต่ำกว่า 1.5V จะแสดงเป็นสีขาว เป็นสีปกติที่ถือว่าไม่อันตรายสำหรับซีพียูและเมนบอร์ด แต่ถ้าเพิ่มมากกว่านั้นก็จะแสดงเป็นสีเหลือง, สีชมพู และสีแดง เป็นต้น อย่างในกรณีนี้เมื่อโอเวอร์คล็อกซีพียูเราก็จะพยายามปรับค่าแรงดันไฟฟ้าไม่ให้เกิน 1.5V ครับ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานของซีพียู เว้นแต่ว่าเราจะมีชุดระบายความร้อนที่ดีมาก ๆ เช่นชุดระบายความร้อนด้วยน้ำแบบก็เอาจจะเพิ่มเกิน 1.5V ไปได้บ้าง

และในกรณีที่เข้าสู่วินโดวส์แล้วเราต้องการทราบว่าซีพียูของเรามีการใช้แรงดันไฟฟ้ามากน้อยขนาดไหนก็สามารถใช้โปรแกรม HWmonitor ในการตรวจสอบได้ โปรแกรมจะแสดงค่าการใช้แรงดันไฟฟ้าในเวลาปัจจุบัน ค่าที่ใช้ต่ำสุด และค่าที่ใช้สูงสุด

 

ไม่เพิ่มไฟแล้วจะโอเวอร์คล็อกซีพียูได้ไหม

คำตอบคือได้ครับ แต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการโอเวอร์คล็อกแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ซึ่งก็บอกเป็นตัวเลขเฉพาะเจาะจงได้อยากครับเพราะซีพียูแต่ละตัวเมนบอร์ดแต่ละรุ่นก็มีการจัดการพลังงานไม่เหมือนกัน เมนบอร์ดบางรุ่นฉลาดพอที่จะตรวจสอบแนวโน้มการใช้แรงดันก็มีการปรับเพิ่มให้อัตโนมัติเพื่อชดเชยเป็นปกติอยู่แล้วอย่างนี้ก็มี เช่นเราเคยใช้เมนบอร์ด ASUS PRIME B350-Plus ทำงานร่วมกับซีพียู Ryzen 5 1400 (3.2GHz/3.4GHz) เราปรับความเร็วไปที่ 3.5GHz โดยเปลี่ยนค่าตัวคูณเพียงอย่างเดียวไม่ปรับค่าอื่น ๆ เพิ่ม ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ แรงดันไฟของซีพียูเราก็ตั้งเป็น Auto ไป แต่เราก็พบว่าเมนบอร์ดมีการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าขึ้นสูงกว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อต้องการโอเวอร์คล็อกให้เพิ่มเป็นระดับ 3.6GHz ขึ้นไปเราก็ต้องมาปรับแต่งแรงดันไฟฟ้าในส่วนของ CPU Core Voltage ด้วยตัวเองครับ ดังนั้นเรื่องนี้จึงอยู่ที่เงื่อนไขในการโอเวอร์คล็อกซีพียูของเราเป็นหลักครับ

 

ส่งท้าย

เราคิดว่าบทความนี้น่าจะทำให้คุณผู้อ่านที่กำลังสนการโอเวอร์คล็อกซีพียูได้มีความเข้าใจในหลักการและเหตุผลของการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียูในกรณีที่ต้องการโอเวอร์คล็อกได้บ้างแล้วนะครับ หลักการเพิ่มแรงดันไฟฟ้านี้ก็จะถูกนำไปใช้กับการทำงานส่วนอื่น ๆ ด้วยเช่นการโอเวอร์คล็อกกราฟิกการ์ด การโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำก็เป็นแบบเดียวกันครับ ถ้าใครเคยลองปรับแต่งความเร็วของหน่วยความจำอย่างเช่น DDR4 ที่ความเร็วระดับ 2400MHz – 2666MHz จะใช้แรงดันไฟฟ้าที่ราว ๆ 1.2V เท่านั้น แต่พอเพิ่มความเร็วด้วยการเปิด XMP ไปที่ระดับ 3000MHz หรือ 3200MHz จะมีการใช้แรงดันไฟฟ้าที่ 1.35V จะเห็นได้ว่ามีการเพิ่มไปถึง +0.15V ซึ่งจะทำให้หน่วยความจำทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพนั่นเองครับ

 

สนับสนุนบทความโดย:

 

You may also like...