AMD Athlon 200GE ซีพียูรุ่นเล็ก ที่แบกความคาดหวังอันยิ่งใหญ่

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่สถาปัตยกรรม Zen และสถาปัตยกรรมกราฟิก Vega ได้ถูกนำมาใส่ไว้ในซีพียูรุ่นเล็กอย่าง Athlon 200GE แล้ว แม้ว่าซีพียูรุ่นนี้ได้ถูกวางตัวไว้ใช้งานในระดับพื้นฐานทั่วไป อย่างเช่นคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน หรือใช้ประกอบเป็นโฮมเธียร์เตอร์พีซีเพื่อใช้ดูหนังฟังเพลง แต่ด้วยประสิทธิภาพของซีพียูสถาปัตยกรรม Zen และกราฟิก Vega ที่ฝากผลงานไว้เป็นอย่างดีใน Ryzen 2000G Seires ทำให้หลายคนมีความคาดหวังกับซีพียูรุ่นนี้สูงกว่าการเป็นซีพียูสำหรับการใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะกับเรื่องเกม

เจาะสเปคและสถาปัตยกรรมภายใน

ตามธรรมเนียมของเราครับก่อนจะไปพบกับการทดสอบเราก็ต้องมาทำความรู้จักเรื่องราวและพื้นฐานของซีพียู Athlon 200GE กันสักหน่อย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างถูกต้อง เราขอเริ่มต้นที่สเปคของซีพียูรุ่นนี้กันก่อน และเราก็ได้นำไปเทียบกับซีพียูรุ่นใหญ่กว่าอย่าง Ryzen 3 2200G และ Ryzen 5 2400G เพื่อให้เห็นความแตกต่าง

Athlon 200GE เป็นซีพียูแบบ 2 คอร์ ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติ SMT หรือ Simultaneous Multithreading ทำให้ซีพียูหนึ่งคอร์ของซีพียูทำงานได้ 2 เธรดพร้อมกัน เป็นการนำช่วงเวลาว่างของซีพียูมาประมวลผลงานอื่นได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ซีพียูรุ่นนี้สามารถทำให้ได้ครั้งละ 4 เธรด เหมือนกับซีพียูแบบ 4 คอร์ แต่ว่าในทางปฏิบัติแล้วประสิทธิภาพของซีพียูแบบ 2 คอร์ 4 เธรด นั้นคงไม่สามารถสู้กับซีพียู 4 คอร์ 4 เธรด แท้ ๆ ได้ เนื่องจากการทำงานของคุณสมบัติ SMT ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคำสั่งของซีพียู และประสิทธิภาพของซีพียูที่รองรับ SMT นี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีการออกแบบตัวจัดการตารางคำสั่งอย่างมีประสิทธิภาพและจะต้องมีระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับตัวจัดการตารางคำสั่งอย่างมีประสิทธิภาพด้วยจึงจะสามารถใช้งานคุณสมบัตินี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือให้ประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากคอร์ซีพียูใน Athlon 200GE จะรองรับการทำงานเรื่อง SMT แล้วยังสนับสนุนชุดคำสั่งการทำงานพิเศษต่าง ๆ ค่อนข้างครบครัน รวมไปถึงชุดคำสั่งพิเศษอย่าง AVX2 ก็ยังรองรับ ในขณะที่ซีพียูรุ่นเล็กของอินเทลเองอย่าง Pentium หรือ Celeron จะไม่รองรับคำสั่งนี้  อีกส่วนที่น่าแปลกใจก็คือขนาดของหน่วยความจำแคช แม้จะเป็นซีพียูแบบ 2 คอร์ แต่ก็มีขนาดของแคช L1, L2 และ L3 เท่ากันกับซีพียู Ryzen 3 2200G เลยคือ L1 D64KB/I32KB, L2 512KB และ L3 4MB ตรงนี้ก็จะช่วยให้การทำงานของซีพียูมีประสิทธิภาพดีขึ้นมากเลยทีเดียว

กราฟิกที่อยู่ใน Athlon 200GE แม้จะเป็นสถาปัตยกรรม Vega แต่ก็มีจำนวน Compute Unit (CU) มาให้เพียง 3 CU เท่านั้น และภายในแต่ละ CU ก็จะมีจำนวนสตรีมโปรเซสเซอร์อยู่ที่ 64 ยูนิต รวมแล้ว Vega 3 นี้ก็จะมีจำนวนสตรีมโปรเซสเซอร์เพียง 192 ยูนิต เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับ กับ Vega 8 (512sp) และ Vega 11 (704sp) ก็อย่างที่บอกไปในตอนต้นนั่นแหละครับว่าซีพียูรุ่นนี้ทำออกมาเพื่อใช้งานทั่วไปเท่านั้น อย่างไรก็ตาม Vega 3 นี้ก็พอที่จะเล่นเกมได้ แต่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนเดี๋ยวเราจะไปดูในช่วงการทดสอบ

การเชื่อมต่อของส่วนที่เป็นคอร์ซีพียูสถาปัตยกรรม Zen และส่วนที่เป็นกราฟิก Vega ก็ยังคงใช้การเชื่อมต่อภายในด้วย Infinity Fabric เช่นเดิม และจะทำงานด้วยความเร็วเดียวกันกับความเร็วของหน่วยความจำ เช่นถ้าคุณใช้หน่วยความจำความเร็ว 2400MHz เจ้า Infinity Fabric ก็จะทำงานที่ 2400MHz แต่ถ้าใช้งานร่วมกับหน่วยความจำ 2667MHz Infinity Fabric ก็จะทำงานที่ 2667MHz เช่นกัน

 

ข้อจำกัดของ Athlon 200GE

มาดูข้อจำกัดของซีพียู Athlon 200GE กันหน่อยครับ อย่างแรกเลยซีพียูรุ่นนี้ไม่รองรับการโอเวอร์คล็อก ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ คอร์ซีพียู และส่วนของกราฟิก Vega ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า Athlon 200GE นั้นถูกสร้างมาเพื่อเป็นซีพียูแบบประหยัดพลังงานโดยมีค่า TDP หรือค่าความร้อนสูงสุดที่ 35 วัตต์ เท่านั้น ทางเอเอ็มดีจึงได้ตัดคุณสมบัติเรื่องการโอเวอร์คล็อกออกไป รวมถึงตั้งความเร็วของซีพียูรุ่นนี้มาที่ 3.2GHz และกำหนดความเร็วของกราฟิก Vega 3 มาสูงสุดแค่ 1000MHz หรือ 1GHz  สำหรับหรับใช้งานทั่วไปความเร็วของ Vega 3 จะถูกปรับลงมาที่ราว ๆ 400MHz เท่านั้น เพื่อประหยัดพลังงาน

อย่างที่สองคือรองรับหน่วยความจำ DDR4 ได้ที่ความเร็วสูงสุดที่ 2667MHz เท่านั้น (แต่ก็รองรับแบบ Dual-Channel) ถึงเราจะใส่หน่วยความจำความเร็ว 3000MHz หรือ 3200MHz ก็จะทำความเร็วได้สูงสุดที่ 2667MHz เท่านั้น แต่ในกรณีที่เราใช้หน่วยความจำความเร็วต่ำ เช่นที่ 2400MHz เรามีโอกาสที่จะทำการโอเวอร์คล็อกความเร็วของหน่วยความจำนี้ไปที่ 2667MHz ได้เช่นกัน แม้ว่าเราจะใช้เพียงเมนบอร์ดชิปเซต A320 ก็สามารถปรับค่าได้ครับ

 

เมนบอร์ดที่รองรับ Athlon 200GE

แม้จะเป็นซีพียูรุ่นเล็ก แต่ Athlon 200GE ก็ยังคงมีความเข้ากันได้กับแพลตฟอร์ม AM4 แบบเดียวกันกับซีพียูรุ่นอื่น ๆ ที่ใช้สถาปัตยกรรม Zen

ซีพียู Athlon 200GE มาในรูปแบบของซ็อกเก็ต AM4 ดังนั้นเมนบอร์ดที่รองรับก็จะเป็นเมนบอร์ดที่ใช้ซ็อกเก็ต AM4 ชิปเซตตั้งแต่ A320, B350, B450 ไปจนถึง X370 และ X470 แต่ซีพียูรุ่นนี้ไม่รองรับการโอเวอร์คล็อก การจับคู่ Athlon 200GE กับเมนบอร์ดชิปเซต A320 จึงดูลงตัวที่สุดทั้งในเชิงเทคนิคและความคุ้มค่า เว้นแต่คุณจะเผื่อสำหรับการอัปเกรดในอนาคตก็อาจจะมองหาเมนบอร์ดชิปเซต B350 หรือ B450 เพื่อเตรียมไว้รองรับซีพียูรุ่นใหญ่ก็ไม่ว่ากันครับ

 

แกะกล่อง

โฉมหน้าซีพียู Athlon 200GE ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากซีพียูรุ่นอื่น ๆ ที่เป็นซ็อกเก็ต AM4 ครับ สิ่งที่ดูจะแตกต่างจากซีพียูซ็อกเก็ต AM4 รุ่นอื่น ๆ อย่างพวก Ryzen 2000G Series และ Ryzen 3/5/7 ก็คงจะเป็นขนาดของฮีตซิงค์ที่ค่อนข้างจะบาง เพราะว่าตัวซีพียูมีค่า TDP เพียง 35 วัตต์ เท่านั้น และถ้าใครมีฮีตซิงค์ของพวก AMD A-Seires รุ่นเดิม ๆ ที่รองรับ TDP ขนาด 65 วัตต์ ก็สามารถนำมาติดตั้งแทนได้นะครับ การระบายความร้อนก็จะดียิ่งขึ้น

Athlon 200GE กับประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไป

เพื่อให้มองภาพประสิทธิภาพการทำงานของ Athlon 200GE ได้อย่างชัดเจน เราจึงนำซีพียู Ryzen 3 2200G มาทดสอบควบคู่เพื่อเปรียบเทียบ และการทดสอบนี้เราก็จะใช้ AIDA64 ทดสอบในหลายหัวข้อ รวมถึงใช้ Cinebench และ Realbench เพื่อดูความสามารถในการทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันด้านต่าง ๆ ด้วย

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ

  • CPU: Ryzen 3 2200G with Vega 8
  • RAM: ADATA DDR4-2400 @2933MHz (8GBx2)
  • CPU: Athlon 200GE with Vega 3
  • RAM: ADATA DDR4-2400 @2667MHz (8GBx2)
    • Mainboard: MSI A320M Gaming Pro
    • SSD: Plextor M.2 (Windows/Software)
    • HDD: WD Black 6TB SATA 6.0Gbps (Game)
    • PSU: Thermaltake Smart RGB 750W

ทดสอบด้วย AIDA64 Memory Benchmark

เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านเทคนิคสองประการคือ หนึ่ง Athlon 200GE มีความเร็วเพียง 3.2GHz และถูกจำกัดความเร็วของหน่วยความจำไว้ที่ 2667MHz เท่านั้น ทำให้คะแนนในส่วนนี้ได้น้อยกว่า Ryzen 3 2200G ที่เป็นซีพียูแบบ 4 คอร์ แท้ ๆ ทำงานที่ความเร็วสูงกว่าในระดับ 3.7GHz (Boost) และความเร็วของหน่วยความจำก็สามารถทำได้ถึงระดับ 2933MHz ดังนั้นคะแนนในเรื่องหน่วยความจำจึงทิ้งห่างค่อนข้างมาก

Ryzen3-2200G-cachememAthlon-200GE-cachemem

 

ทดสอบด้วย AIDA64 GPGPU Benchmark

การทดสอบนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนนะครับส่วนแรกเป็น AIDA64 GPGPU ที่ทดสอบการประมวลผลของตัว GPU จริง ๆ และการทดสอบที่สองเป็น AIDA64 GPGPU ก็จริง แต่ต่างกันเพราะเป็นการทดสอบด้วยซีพียูซึ่งมีการใช้ชุดคำสั่งที่แตกต่างออกไปแต่ว่าใช้ให้ซีพียูไปทำงานแบบเดียวกันนั่นเอง และผลที่ได้ Athlon 200GE ก็เป็นรอง Ryzen 3 2200G อย่างมโหฬาร ซึ่งไม่ต้องแปลกใจ โดยเฉพาะในส่วนของกราฟิก Vega 3 คงไม่สามารถไปเทียบชั้นกับ Vega 8 ได้อยู่แล้ว รวมถึงส่วนที่เป็นซีพียูด้วยเช่นกัน อย่างที่เราบอกว่าซีพียู 2 คอร์ 4 เธรด ถ้าเทียบการทำงานในเชิงลึกจริง ๆ แล้วไม่สามารถสู้กับซีพียูแบบ 4 คอร์ 4 เธรด แท้ ๆ ได้ และนี่ยิ่งมาเจอกับ CPU Clock ที่ต่างกันด้วย ทำให้ประสิทธิภาพก็ออกมาอย่างที่เห็นครับ ต่างกันเป็นเท่าตัว

 

ทดสอบด้วย Cinebench R15

Cinebench R15 จะทดสอบการทำงาน 3 ส่วนด้วยกันคือประสิทธิภาพของกราฟิกการ์ดโดยใช้ API OpenGL ทดสอบประสิทธิภาพซีพียูแบบ Multi-Core/Multi-Thread และทดสอบประสิทธิภาพซีพียูแบบ Single Core และในการทดสอบนี้ Athlon 200GE ก็ทำคะแนนได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับ Ryzen 3 2200G ที่มีความได้เปรียบในทุก ๆ ด้าน

 

ทดสอบด้วย Realbench

Realbench ทดสอบด้วยการจำลองการทำงานของโปรแกรมหลายรูปแบบทั้งโปรแกรมแต่งภาพ การแปลงไฟล์วิดีโอ การเรนเดอร์กราฟิกด้วยเทคนิค Ray Tracing และทดสอบงานแบบ Multitasking  ที่มีการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ซึ่งผลการทดสอบก็เป็นไปตามที่เห็นครับว่าคะแนนค่อนข้างจะแตกต่างจาก Ryzen 3 2200G อยู่มากพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติจากฮาร์ดแวร์ที่ด้อยกว่านั่นเอง แต่ว่าการทดสอบ Realbench ผ่านมาได้อย่างไร้ปัญหา โดยเฉพาะในส่วนของ Heavy Multitasking ก็ถือเป็นการรับประกันได้อย่างหนึ่งว่า Athlon 200GE สามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพแม้ว่าจะมีเวิร์คโหลดที่ค่อนข้างหนักสำหรับซีพียูก็ตาม

 

ดู YouTube 4K

รูปนี้เป็นภาพหน้าจอที่เราบันทึกมาในระหว่างที่กำลังเปิดวิดีโอ 4K 60FPS จาก YouTube ซึ่งบอกได้เลยว่าดูได้อย่างลื่นไหลไร้ปัญหา และถ้าเราดูรายละเอียดลึก ๆ ในหน้าจอที่เรานำมาให้ดูนี้ก็จะเห็นว่าส่วนของ Video Decode นั้นทำงานไปถึง 78% ในขณะที่ซีพียูทำงานอยู่ราว ๆ 18% เท่านั้นเอง ซึ่งปกติถ้าไม่มีกราฟิกการ์ดมาช่วยถอดรหัสวิดีโอ ซีพียูแค่ 2 คอร์ 4 เธรด ก็อาจจะเอาวิดีโอ 4K 60FPS ไม่อยู่

 

Athlon 200GE (Vega 3) กับการเล่นเกม

ตอนนี้ก็ถึงเวลาพิสูจน์ความแรงของ Athlon 200GE ในการเล่นเกมแล้วนะครับ เป็นการใช้ประสิทธิภาพการเล่นเกมด้วย Vega 3  สำหรับเกมที่เราเลือกมาทดสอบในครั้งนี้เราใช้เกมหลัก ๆ จากค่าย Garena สามเกมได้แก่ LoL, Blade and Soul และ FIFA Online 4 จากนั้นก็ทดสอบด้วย PUGB และ Battlefield 1

ในการเล่นเกม LoL นั้นเราตั้งค่าความละเอียดในการแสดงผลที่ 1920×1080 หรือ 1080p และปรับรายละเอียดของภาพอยู่ในระดับสูง ทำให้เราสามารถเล่นเกมนี้ได้ด้วยเฟรมเรตที่ขึ้นลงอยู่ระหว่าง 85 FPS ไปจนถึง 120 FPS เลยทีเดียว ถ้าเป็นจังหวะบวกกันหรือมีฮีโร่อยู่ในหน้าจอเดียวกันมาก ๆ เฟรมก็จะลดลงมาซึ่งเป็นเรื่องปกติครับ

 

เกมต่อมาคือ Blade and Soul ถือว่าเป็นเกมที่ต้องการพลังของกราฟิกเยอะพอควรในแง่ของเกมออนไลน์ เราลองปรับความละเอียดของภาพไปที่ 1080p และตั้งค่าความละเอียดของภาพโดยใช้ตัวเลือก “ปรับให้เหมาะสมกับการต่อสู้” ซึ่งเป็นค่าปกติของเกมเอง ทำให้เราเล่นในฉากทั่วไปได้ที่ราว ๆ 35 FPS แต่เวลาไปตีมอน และมีมอนเยอะ ๆ จำนวนเฟรมก็ลดลงไปในระดับ 25 FPS เลยทีเดียว ถ้าต้องการ FPS สูงเราคงต้องปรับลดรายละเอียดของภาพลงอีก หรือไม่ก็เลือกลดความละเอียดของภาพไปที่ 720p แทนครับ

 

อีกเกมจากค่าย Garena ที่หลายคนคงได้เล่นกันคือ FIFA Online 4 ซึ่งเกมนี้มีผลการทดสอบออกมาที่แปลก ๆ ครับ FFO4 เราสามารถเล่นที่ความละเอียด 1080p ได้อย่างสบายครับ สามารถตั้งค่ารายละเอียดของภาพได้ในระดับสูงด้วย เพียงแต่ต้องปิดการทำงานของ MSAA ลงไป เท่านั้น ส่วนที่เราว่าแปลกก็คือถ้าคุณเล่นในโหมด Fullscreen ความเร็วในการทำงานของกราฟิก Vega 3 จะลดลงมาต่ำกว่า 1000MHz มาอยู่ระหว่าง 400MHz-800MHz ขึ้น ๆ ลง ๆ ทำให้การเล่นเกมส่วนใหญ่ถูกล็อกไว้ที่ 30 FPS เป็นหลัก แต่ก็จะนิ่ง ๆ ราวกับเปิด Vsync ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เปิด แต่ถ้าเราปรับให้เล่นในโหมด Window คือมีกรอบหน้าต่างไม่ได้แสดงผลแบบเต็มจอ แต่ยังคงความละเอียดไว้ที่ 1080p และรายละเอียดของภาพยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง เจ้า Vega 3 กลับทำงานเต็มที่ 1000MHz และทำให้เฟรมเรตฟุ่งสูงไปในระดับ 60 FPS นิ่ง ๆ ได้อย่างหน้าตาเฉย ทำให้ได้ภาพที่คมกว่าด้วย

 

มาถึงเกมที่ไม่สามารถหาความแน่นอนอะไรได้อย่าง PUBG กันบ้าง เราปรับความละเอียดของการแสดงผลมาอยู่ที่ 720p (1280×720) ทันที และปรับรายละเอียดของภาพลงมาที่ Very Low เท่านั้นยังไม่พอเรายังต้องปรับ Screen Scale ลงมาที่ 70% ซึ่งจริง ๆ ก็คือลดความละเอียดในการแสดงลงมาอีกนั่นเอง แต่ว่าถูกอัปสเกลให้แสดงผลอยู่ที่ 720p เหมือนเดิม เมื่อตั้งค่าได้แบบนี้ก็ทำให้เราสามารถเล่นเกม PUBG ด้วย Athlon 200GE ได้อย่างลื่น ๆ แต่ขอให้ลืมเรื่องความสวยงามและรายละเอียดของภาพไปได้เลย ส่วนเฟรมเรตก็จะขึ้นลงอยู่ในช่วงกว้างมาก ถ้าเป็นฉากที่ไม่มีอะไรมากหรือยู่ในบ้านก็สามารถพุ่งไปถึงระดับ 45 FPS ได้เลยหรือถ้าเดินวิ่งอยู่บนถนนก็จะได้เฟรมเรตราว ๆ 35 FPS แต่ถ้าไปเจอพื้นที่ ๆ มีกราฟิกหนักหน่อยเฟรมเรตก็อาจจะร่วงไปที่ 25 FPS ก็มี โดยรวมคือเล่นได้ แต่มีความสุขในการเล่นไหมต้องถามตัวคุณเองครับว่ารับสภาพนี้ได้ไหม

 

เกมสุดท้ายครับกับ Battlefiled 1 น่าตกใจที่เราสามารถตั้งความละเอียดหน้าจอได้ที่ 1080p แต่ก็ต้องลดรายละเอียดของภาพมาอยู่ที่ระดับ Low เช่นกัน และลด Resolution Scale มาที่ประมาณ 70% ปิด Film Grain Effect ลง ก็ทำให้เล่นเกมนี้ได้ที่เฟรมเรตประมาณ 30 FPS แม้ภาพจะไม่สวย แต่ก็ยังดูดีกว่า PUGB เยอะ แต่ถ้าต้องการภาพที่ดีจริง ๆ ก็ลดความละเอียดมาที่ 720p แล้วปรับภาพ Low เฉย ๆ ดีกว่า

แม้ว่าซีพียุรุ่นนี้จะเล่นเกมได้โดยไม่จำเป็นต้องติดกราฟิกการ์ดเพิ่มเติม แต่ถ้าถามความเห็นของเรา Athlon 200GE ที่มีกราฟิก Vega 3 ในตัว ไม่เหมาะกับการเล่นเกมมากนัก เว้นแต่คุณจะยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นอย่างที่เราเล่าให้ฟังไปแล้วก่อนหน้านี้ได้

 

ความร้อนและการใช้พลังงาน

ทั้งชุดตามสเปคทดสอบของเราไม่รวมจอใช้พลังงานอยู่ที่ราว ๆ 65 วัตต์ เมื่อเบิร์นด้วย AIDA64 ทั้งในส่วนของซีพียูและกราฟิก และเวลาเล่นเกมที่ใช้ทั้งซีพียูและกราฟิกอย่างเต็มที่ก็จะใช้พลังงานอยู่ที่ 65 วัตต์ เช่นกัน  แต่ถ้าเปิดเว็บบราวเซอร์ดู YouTube 1080p/60FPS ก็จะใช้พลังงานอยู่ที่ราว 45 วัตต์ และถ้าเป็นการใช้แอปพลิเคชันเบา ๆ อย่างการพิมพ์เอกสารก็จะลดมาที่ 40 วัตต์ หรือต่ำกว่าในบ้างครั้ง แต่ถ้าเป็นการเปิดโปรแกรมหลายโปรแกรมพร้อมกันเช่นเปิด Chrome ดู Facebook พร้อมเปิดโปรแกรมอื่นเป็นฉากหลังก็จะเพิ่มอัตราการใช้พลังงานมาที่ราว 50-55 วัตต์ ประมาณนี้ครับ ก็จะเห็นได้ว่าประหยัดพลังงานพอตัวเลยทีเดียว

ส่วนเรื่องอุณหภูมิทดสอบแล้วว่าไม่ร้อนแน่นอน อุณหภูมิห้อง 30 องศา เมื่อเบิร์นด้วย AIDA64 ทั้งซีพียูและกราฟิก ความร้อนของซีพียูและกราฟิกก็จะอยู่ที่เท่า ๆ กันประมาณ 56 องศาเซลเซียส และเมื่อลองเล่นเกมความร้อนที่ได้ก็อยู่ในระดับเดียวกันครับคือประมาณ 55-57 องศงเซลเซียส แล้วแต่จังหวะการทำงาน เอาเป็นว่าความกังวลเรื่องความร้อนนี่ตัดไปได้เลยครับแม้จะใช้เพียงแค่ฮีตซิงค์ที่แถมมากับซีพียูก็ตาม

 

Athlon 200GE + GTX 1060

มาถึงการทดสอบเรื่องการทำงานร่วมกับกราฟิกการ์ดกันบ้างครับ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะเลือกใช้ Athlon 200GE นี้เพราะว่ามีงบประมาณจำกัดในช่วงแรก และถ้าต้องการอัปเกรดประสิทธิภาพเพิ่มเติมในวันข้างหน้าด้วยเปลี่ยนมาใช้กราฟิกการ์ดแบบแยกก็สามารถทำได้ แต่หลายคนก็คงสงสัยว่าซีพียูรุ่นเล็ก ๆ ที่มีเพียง 2 คอร์ 4 เธรด นี้สามารถจับคู่กับกราฟิกการ์ดได้ถึงระดับไหน เราจึงเลือกกราฟิกการ์ดรุ่นยอดนิยมอย่าง GTX 1060 ซึ่งเป็นกราฟิกการ์ดที่ให้ประสิทธิภาพในระดับกลาง-สูง มาทดสอบในครั้งนี้ และยังคงใช้ Ryzen 3 2200G มาเป็นคู่เปรียบเหมือนเดิมครับ

 

ทดสอบด้วย 3D Mark Fire Strike

มาอุ่นเครื่องเบา ๆ กับการทดสอบด้วยโปรแกรม 3DMark Fire Strike กันก่อนเลยครับ โดยปกติแล้วคะแนนรวมของ 3DMark นั้นจะให้นำหน้กไปที่กราฟิกการ์ดเป็นหลัก แต่ก็จะมีการแยกคะแนนที่ได้จากส่วนของซีพียู และคะแนนของกราฟิกการ์ดให้เราได้ดูด้วย เพื่อที่จะใช้วิเคราะห์ได้ว่าระหว่างชุดทดสอบทั้งสองนี้มีส่วนใดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพบาง

และจากผลการทดสอบ Ryzen 3 2200G (+GTX 1060) สามารถทำคะแนนรวมได้ที่ 9791 คะแนน ส่วน Athlon 200GE (+GTX 1060) ทำได้ที่ 8393 คะแนน ต่างกันอยู่ราว 1300 คะแนน และถ้าเราไปดูคะแนนย่อยในส่วนของ Graphics Score คะแนนที่ได้อยู่ในระดับ 12500 คะแนนทั้งคู่ ต่างกันไม่เยอะ และเฟรมเรตที่ได้จากซีนทดสอบอยู่ที่เท่า ๆ กันทั้งสองซีน แสดงว่าตัวกราฟิกการ์ดนั้นทำงานเต็มที่บนซีพียูทั้งสองรุ่น แต่พอมาดูคะแนน Physics ที่ต้องใช้พลังจากซีพียูมาช่วยประมวลผลทางฝั่ง Ryzen 3 2200G ทำได้ถึง 7386 คะแนน ขณะที่ Athlon 200GE ทำได้ที่ 5558 คะแนน เท่านั้น เนื่องจากมีพลังของซีพียูที่น้อยกว่า และส่งผลให้คะแนนในส่วนของ Combined มีน้อยกว่าด้วย

 

เกม Forza Horizon 4 (Demo)

มาดูผลการทดสอบด้วยเกม Forza Horizon 4 (Demo) กันหน่อยครับ เราตั้งรายละเอียดของภาพในระดับสูงสุดคือ Ultra และเกมนี้มีฟังก์ชัน Benchmark ที่รายงานผลการทดสอบได้ละเอียดอย่างมาก ถ้าเราดูเฉพาะเฟรมเรตเฉลี่ยจะเห็นได้ว่า Athlon 200GE ทำเฟรมเรตได้ 58 FPS ส่วน Ryzen 3 2200G ทำได้ที่ 65 FPS  ในภาพรวมก็ถือว่า Athlon 200GE ทำได้ดี เพราะเป็นซีพียูที่มีความเร็วเพียง 3.2GHz เท่านั้น แต่ถ้าเราไปดูรายละเอียดในระหว่างการทดสอบกราฟเส้นสีส้มจะเห็นได้ว่าเฟรมเรตที่ได้จาก Ryzen 3 2200G นั้นจะนิ่งกว่า Athlon 200GE ที่มีการขึ้น ๆ ลง ๆ ของเฟรมเรตอยู่เป็นระยะ ๆ แน่นอนว่าเป็นผลมาจากจำนวนคอร์ที่น้อยกว่า ความเร็วของ CPU Clock ที่น้อยกว่า และความเร็วของหน่วยความจำที่น้อยกว่าด้วย ดังนั้นถ้าเราต้องการเล่นเกมนี้ให้มีความลื่นไหลมากขึ้นก็อาจจะต้องลดรายละเอียดของภาพลงมาอยู่ในระดับ High หรือ Medium ก็น่าจะเพียงพอ และเหมาะสมกับพลังในการประมวลผลของ Athlon 200GE

 

เกม Tom Clancy’s Ghost Recon Wildlands

เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องการซีพียูในระดับ 4 คอร์ ขึ้นไปในการเล่น แต่ก็พอจะอนุโลมให้ซีพียูแบบ 2 คอร์ 4 เธรด เล่นได้เช่นกันถ้ามีความเร็วความแรงมากพอ เราตั้งความละเอียดที่ Full HD และความละเอียดในระดับ High ก็ถือว่าหนักหน่วงอยู่สำหรับซีพียูรุ่นเล็กนี้ แต่เกมนี้เองก็ต้องอาศัยพลังของกราฟิกการ์ดด้วยเช่นกัน และผลการทดสอบออกมาก็ทำให้เราแปลกใจพอสมควรที่ Athlon 200GE ทำเฟรมเรตได้แทบจะเท่ากันกับ Ryzen 3 2200G ที่เป็นซีพียูแบบ 4 คอร์ แท้ ๆ และทำงานด้วยหน่วยความจำที่มีความเร็วสูงกว่า

ถ้าเจาะลึกลงไปในรายละเอียดจะเห็นได้ว่าซีพียู Ryzen 3 2200G ทำงานที่ค่อนข้างจะเบากว่าคือที่ 70% ในขณะที่ Athlon 200GE ต้องรีดการทำงานไปที่ 83% จึงจะสามารถส่งข้อมูลให้กราฟิกการ์ด GTX 1060 ทำงานได้อย่างเต็มที่ (หลายคนอาจจะบอกว่า GPU ไม่ถึง 100% ในการทำงานจริง ๆ ถ้า GPU ทำงานในระดับ 95% ขึ้นไปนี่ก็ถือว่าทำงานเต็มที่แล้วครับ อย่าไปซีเรียสมากนัก) การที่ทดสอบออกมาในลักษณะนี้ก็แสดงว่าเกมนี้ต้องการพลังจากส่วนของกราฟิกการ์ดมากกว่าซีพียูครับ

 

ทดสอบด้วยเกม Rise of the Tomb Raider (Syria)

เกม Tomb Raider เราใช้ความละเอียดที่ 1080p รายละเอียดกราฟิกระดับ High และใช้ DirectX 12 เราคาดผลการทดสอบไว้แล้วว่า Ryzen 3 2200G ต้องทำเฟรมเตรได้ดีกว่า แต่เราก็ไม่คิดว่า Athlon 200GE นั้นจะสามารถทำงานร่วมกับกราฟิกการ์ด GTX 1060 ได้ดีพอตัวเลยทีเดียว เพราะสามารถทำเฟรมเรตออกมาได้ค่อนข้างสูง ซึ่งเราคิดว่าขนาดของหน่วยความจำแคช L3 ขนาด 4MB ที่เอเอ็มดีใส่มาให้กับ Athlon 200GE น่าจะมีส่วนช่วยในการเล่นเกมนี้และเกมอื่น ๆ ได้ค่อนข้างดีครับ

 

ทดสอบด้วยเกม PUBG

หลังจากเล่นเกม PUGB อย่างทุลักทุเลบน Vega 3 ในช่วงแรกของการทดสอบ ตอนนี้เรามาดูกันว่าเมื่อจับกราฟิกการ์ด GTX 1060 6GB ใส่เพิ่มเข้าไป Athlon 200GE นี้ผลจะเป็นอย่างไร และแน่นอนเรายังเทียบกับการใช้ Ryzen 3 2200G อยู่เช่นเดิม สำหรับการตั้งค่าในเกมตอนนี้ก็ปรับมาเป็น 1080p รายละเอียดภาพในระดับ Ultra

ผลการทดสอบทางด้านบนแสดงให้เราเห็นว่าพลังของ Athlon 200GE ก็ไม่ธรรมดาครับ ยังสามารถรองรับการประมวลผลเพื่อส่งต่อให้กราฟิกการ์ด GTX 1060 ทำงานได้ดีพอตัวเลยทีเดียว และนี่คือการปรับค่าในแบบ Ultra อีกด้วย จะเห็นได้ว่าพลังของซีพียู 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 3.2GHz นี้สามารถช่วยให้กราฟิกการ์ดสร้างเฟรมเรตได้ใกล้เคียงกันกับซีพียูที่มีคอร์มากกว่าและมีความเร็วสูงกว่าได้ดีเกินคาด

 

สรุปผลการทดสอบ

ในการทดสอบ Athlon 200GE ก็ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและการทำงานทั้งในส่วนของซีพียูและกราฟิกให้เราได้เห็นกันไปแล้ว ซึ่งเราถือว่าซีพียูรุ่นนี้ทำได้ดีเกินคาด อย่างไรก็ตามความเห็นของเราการใช้ Athlon 200GE กับกราฟิก Vega 3 ในตัว ไม่ได้เหมาะกับการเล่นเกมเลย เว้นแต่คุณจะยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นอย่างที่เราเล่าให้ฟังไปแล้วก่อนหน้านี้ได้ ส่วนคำแนะนำอื่น ๆ เราขอรวมไว้ในหัวข้อถัดไปครับ

 

Athlon 200GE เหมาะกับใครและใช้งานแนวไหน

 

  1. ประกอบคอมฯ ใช้งานทั่วไป – Athlon 200GE เหมาะกับคนที่ต้องการประกอบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์สำนักงานทั่วไป ใช้งานอินเทอร์เน็ต ประกอบไว้ให้เด็ก ๆ ใช้งานเป็นเครื่องหาข้อมูลทำการบ้าน ทำรายงาน และเล่นเกมเบา ๆ รวมถึงประกอบเป็นเครื่องโฮมเธียร์เตอร์สำหรับดูหนังฟังเพลง ก็สามารถจัด Atlhon 200GE คู่กับเมนบอร์ดชิปเซต A320 ได้เลย กราฟิก Vega 3 เองก็ให้ประสิทธิภาพดีพอสำหรับการรับชม YouTube ในระดับ 4K ได้อย่างลื่นไหล หรือถ้าจะใช้แต่งรูปก็พอได้ หรือตัดต่อวิดีโอแบบง่าย ๆ ก็พอไหว เช่นไฟล์วิดีโอที่ถ่ายจากสมาร์ทโฟนหรือกล้องในระดับ Full HD ก็ยังพอทำได้ แต่คงจะไม่เหมาะกับการตัดต่อวิดีโอที่ต้องมีเอฟเฟคต์หนัก ๆ หรือตัดต่องานแบบจริงจัง

 

  1. งบน้อยอยากได้คอมฯ ที่เล่นเกมได้บ้าง – ด้วยประสิทธิภาพจากซีพียูแบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 3.2GHz และกราฟิก Vega 3 ในตัว จากที่เราทดลองสามารถเล่นเกมจากค่าย Garena ได้อย่างสบาย ๆ ไม่ว่าจะเป็น FIFA Online 4, LoL, HoN, PB หรือแม้แต่เกมที่ต้องการกราฟิกหนัก ๆ หน่อยอย่าง Blade & Soul ก็ยังสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลที่ความละเอียด 1080p (ด้วยการปรับแต่งรายละเอียดอย่างเหมาะสม) ส่วนการเล่นเกมอื่น ๆ อย่าง PUBG และ Battlefield 1 ก็เป็นไปอย่างที่เราได้เล่าไว้ในบทสรุป ส่วนใครที่อยากเล่น ROV แล้วสมาร์ทโฟนไม่แรงพอ คุณสามารถติดตั้ง Bluestack หรือ NOX  โปรแกรมจำลองการทำงานของ Android ก็สามารถที่จะเล่นเกม ROV หรือเกม Ragnarok mobile ผ่านทางนี้แทนก็ได้ครับ รวมไปถึงเล่นเกมแอนดรอยด์อื่น ๆ ด้วย และก็เล่นได้ดีเกินคาดเช่นกัน แม้ Athlon 200GE จะเป็นซีพียูรุ่นเล็กแต่ทางเอเอ็มดีก็ยังใส่คุณสมบัติ SVM (Secure Virtual Machine) ที่ช่วยเร่งการทำงานของเวอร์ชวลแมชีนมาให้ แต่ว่าต้องเปิดเล่นทีละเกมทีละหน้าต่างนะ จะเปิดพร้อมกันหลาย ๆ เกม หลายหน้าต่างแบบซีพียู Ryzen 5, Ryzen 7 ที่มีหลายคอร์หลายเธรดคงไม่ไหว

 

  1. ซื้อมาเล่นก่อน…แล้วอัปเกรดเพิ่มที่หลัง – ต่อเนื่องมาจากความอยากเล่นเกมในหัวข้อที่แล้ว ในกรณีที่เราใช้งานไปสักเดือนสองเดือนแล้วมีงบเพิ่มเติมสำหรับกราฟิกการ์ดสักตัวเพื่อให้เล่นเกมยอดนิยมอย่าง PUBG ได้ดีขึ้นก็สามารถหากราฟิกการ์ดอย่าง RX 550, RX 560, GTX 1050 หรือ GTX 1050 Ti มาติดตั้งเพิ่มเติมก็จะช่วยให้เล่นเกมที่ต้องการกราฟิกหนัก ๆ ได้สบายขึ้นครับ พลังของซีพียู 2 คอร์ 4 เธรด นี้ยังมีแรงพอที่จะทำงานคู่กับกราฟิกการ์ดแยกตามรุ่นที่เราได้กล่าวมาได้ รวมไปถึงรุ่นที่สูงกว่าอย่าง GTX 1060 ก็ยังไหว ซึ่งเราก็ได้เห็นกันไปแล้วในช่วงการทดสอบ

เอาหล่ะ…ก่อนจากกันไปก็อยากจะบอกว่าถึง Athlon 200GE จะมีพลังมากพอในสำหรับการเล่นเกม แต่ถ้าคิดจะเล่นเกมจริงจังแนะนำว่าให้มองไปที่ซีพียูรุ่นใหญ่กว่าอย่าง Ryzen 3 2200G จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมลงตัวกว่า เล่นแล้วไม่ต้องลุ้นมากไม่เหนื่อยมาก แต่ถ้างบน้อยไม่ใช่จริงจังเกมมิ่ง Athlon 200GE ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมครับ และถ้าจะให้พูดถึงความคุ้มของซีพียูราคา 1,990 บาท เราก็คิดว่า Athlon 200GE นี้ก็เป็นซีพียูสุดคุ้มค่าแห่งปีเลยก็ว่าได้

You may also like...