ทำความรู้จัก Precision Boost Overdrive, Precision Boost 2 และ XFR 2 ความลับของความแรงใน Ryzen เจนฯ 2

SenseMI เป็นชุดเทคโนโลยีใหม่ที่เอเอ็มดีใส่เข้ามาในซีพียูสถาปัตยกรรม Zen ซึ่งคุณสมบัติของ SenseMI นี้ก็จะอยู่ในซีพียู Ryzen 1000 Series ทุกรุ่น และก็ยังคงถ่ายทอดมาสู่ Ryzen 2000G Series และ Ryzen 2000 Series หรือที่เราเรียกรวม ๆ ว่า Ryzen เจนเนอร์เรชัน 2 นั่นเอง เราไปทบทวนกันสักหน่อยว่าคุณสมบัติ SenseMI นั้นช่วยให้ซีพียู Ryzen ทำงานได้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง และเราจะไปดูกันด้วยว่า SenseMI ที่อยู่ใน Ryzen เจนฯ 2 นั้นได้รับการปรับปรุงไปอย่างไรบ้าง

ก่อนไปถึงรายละเอียดของ SenseMI ขอแปะสเปคของซีพียู Ryzen เจนฯ 2 ใหม่ 4 รุ่นเทียบกับ Ryzen เจนฯ 1 ให้ดูก่อนเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงครับ

 

AMD SenseMI จะมีคุณสมบัติการทำงานที่โดดเด่นอยู่ 5 ประการ โดยคุณสมบัติทั้ง 5 ประการนี้จะทำการสอดประสานกันเพื่อให้ซีพียูทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน

  1. Pure Power เป็นคุณสมบัติในเรื่องการจัดการพลังงาน โดยภายในซีพียูได้มีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจสอบการทำงานของซีพียูในเรื่องต่าง ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ การใช้ทรัพยากรของระบบ  เพื่อปรับความเร็วของ CPU Clock ให้เหมาะสมต่อการทำงาน ก็จะช่วยเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมันจะส่งผลต่ออุณหภูมิในการทำงานของซีพียูด้วย
  2. Precision Boost / Precision Boost 2 (สำหรับซีพียูเจนฯ 2) คุณสมบัตินี้เป็นการทำงานต่อเนื่องมาจาก Pure Power ที่เมื่อตรวจสอบการทำงานของซีพียูแล้วก็จะมาตรวจสอบดูว่ามีความต้องการด้านการประมวลผลอย่างไรบ้าง เพื่อเพิ่มความเร็วให้กับ CPU Clock ได้อย่างเหมาะสมและไม่ใช้ค่าพลังงานเกินที่กำหนด โดยปกติแล้ว Pricision Boost จะเร่งความเร็วของซีพียูเพิ่มขึ้นครั้งละ 25MHz ส่วนในซีพียู Ryzen เจนฯ 2 จะมีการเพิ่มความเร็วของซีพียูได้มากกว่า Ryzen เจนฯ 1 ซึ่งเราจะอธิบายอย่างละเอียดภายหลัง
  3. Extended Frequency Range เรียกย่อ ๆ ว่า XFR  หรือ XFR 2 สำหรับ Ryzen เจนฯ 2 คุณสมบัตินี้จะเป็นการปรับความเร็วของ CPU Clock จากการตรวจสอบการใช้พลังงานและการตรวจสอบอุณหภูมิการทำงานของซีพียูเพิ่มเติมด้วย ถ้าผู้ใช้มีการติดตั้งชุดระบายความร้อนคุณภาพสูง ระบายความร้อนได้ดีอุณหภูมิของซีพียูอยู่ในช่วงที่กำหนด ก็จะมีการเพิ่ม CPU Clock ให้เพิ่มขึ้นไปอีกขั้นเพื่อช่วยเร่งความเร็วในการทำงาน และทุกอย่างนี้จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องปรับแต่งใด ๆ
  4. Neural Net Prediction (NNP) คุณสมบัตินี้คือระบบการเรียนรู้ในเรื่องของการคาดเดาชุดคำสั่งล่วงหน้า หรือที่เมื่อก่อนเราจะรู้จักกันในชื่อของ Branch Prediction เมื่อก่อนการคาดเดาคำสั่งของ Branch Prediction จะมีรูปแบบค่อนข้างตายตัว แต่ด้วยเทคโนโลยี NNP ซีพียูสามารถเรียนรูปแบบของการคาดเดาคำสั่งได้ตามลักษณะการทำงานของแอปพลิเคชัน ยิ่งคาดเดาคำสั่งได้แม่นยำการทำงานโดยรวมของระบบก็จะเร็วขึ้น
  5. Smart Prefetch คุณสมบัตินี้คือการเก็บข้อมูลบางส่วนที่มีการใช้งานบ่อย ๆ มาเก็บไว้ในแคช อย่างใน Ryzen นี้จะหมายถึงแคช L3 ซึ่งเป็นหน่วยความจำแคชที่ต้องใช้แชร์ข้อมูลระหว่างคอร์ประมวลผลแต่ละคอร์ของซีพียู ถ้าการจัดการข้อมูลตรงนี้มีความถูกต้องแม่นยำ ซีพียูก็ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลจากหน่วยความจำหลักหรือ RAM สามารถนำข้อมูลจากหน่วยความจำแคช L3 ได้ทันที ซึ่งมันก็ส่งผลต่อความเร็วในการทำงานโดยตรง


เราจะเห็นได้ว่าใน SenseMI มีอยู่สองคุณสมบัติการทำงานที่มีหน้าที่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของซีพียูโดยตรงด้วยการเพิ่ม Clock Speed ของซีพียูให้เพิ่มขึ้นนั่นก็คือ Precision Boost และ XFR และเมื่อมาอยู่ในซีพียู Ryzen เจนฯ 2 ก็จะมีเลข 2 ที่บ่งบอกถึงการเป็นเวอร์ชันที่สองหรือรุ่นที่สองของคุณสมบัตินี้ด้วย ซึ่งมันมีความแตกต่างดังในภาพด้านล่างนี้ครับ

ภาพนี้เป็นการยกตัวอย่างการทำงานของวิธีการเพิ่ม Boost Clock ของซีพียู Ryzen แบบ 8 คอร์ กราฟเส้นสีส้มแสดงวิธีการเพิ่ม Boost Clock ของซีพียู Ryzen เจนฯ 1 ว่า การบูสเพิ่มสูงสุดจะเกิดขึ้นเมื่อมีเวิร์คโหลดไม่เกิน 2 คอร์ แต่ถ้ามีเวิร์คโหลดมากกว่านั้นการเพิ่มความเร็วของทุกคอร์จะลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกันโดยจะสูงกว่า Base Blcok อยู่เพียงเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น Base Clock อยู่ที่ 3.2GHz เมื่อมีการบูสจะมีเพียง 2 คอร์จะถูกบูสไปในระดับ 3.7GHz คอร์ที่เหลือจะถูกบูสมาแค่ 3.4GHz และต่อให้มี XFR ลักษณะการเพิ่มก็จะเป็นในรูปแบบเส้นกราฟสีส้มอยู่ดี เพียงแค่ยกระดับความเร็วขึ้นมีอีกเล็กน้อย

สำหรับซีพียู Ryzen เจนฯ 2 ค่า Base Clock โดยพื้นฐานก็จะสูงกว่าซีพียูในเจนฯแรกอยู่แล้ว และการเพิ่มของ Boost Clock นั้นก็จะมีลักษณะที่ลดหลั่นลงไปตามจำนวนเวิร์คโหลดที่คอร์ทำงาน ลองดูลักษณะเส้นกราฟ Precision Boost 2 จะเห็นได้ว่าค่อย ๆ ปรับลดลง ไม่ได้ตัดตอนเหมือนกับซีพียูรุ่นแรก ขอยกตัวอย่างเป็นเลขกลม ๆ เพื่อความเข้าใจ เช่นคอร์ที่ 1 ถูกบูสไปที่ 4.0GHz คอร์ที่สองก็จะลดลงมาเป็น 3.9GHz, 3.8GHz, 3.7GHz, 3.6GHz, 3.7GHz, 3.6GHz และคอร์ที่แปดก็อยู่ที่ 3.5GHz แบบนี้ครับ ซึ่งทำให้การประมวลผลโดยรวมเร็วกว่าวิธีเดิมมาก

ย้อนกลับไปดูในกราฟเราจะเห็นว่ามีกราฟเส้นสีแดงที่เขียนว่า XFR 2 ตรงนี้ก็เป็นการเพิ่มความเร็วให้มากขึ้นไปอีกระดับหากเรามีการใช้ชุดระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงที่สามารถลดความร้อนในระหว่างการทำงานของซีพียูได้ดี ตัว XFR 2 ก็จะขยับความเร็วของ Boost Clock เพิ่มให้เราเองโดยอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องไปตั้งค่าใด ๆ และในกราฟเส้นสีขาวที่อยู่เหนือขึ้นไปที่เขียนว่า Precision Boost Overdrive

และที่ซีพียู Ryzen เจนฯ 2 สามารถทำในลักษณะนี้ได้ก็เพราะการปรับกระบวนการผลิตซีพียูจาก 14 นาโนเมตร มาเป็น 12 นาโนเมตร นั่นเองครับ ลองกลับไปดูในตารางสเปคซีพียูอีกครั้งจะเห็นได้ว่าความเร็ว Base Clock และ Boost Clock ของซีพียู Ryzen เจนฯ 2 นั้นสูงกว่า เจนฯ 1 อยู่พอสมควรแต่ยังคงมีค่า TDP หรือค่าความร้อนของซีพียูที่เกิดขึ้นเท่ากัน มีเพียง Ryzen 7 2700X เท่านั้นที่เอเอ็มดีมีการปรับค่า TDP เพิ่มขึ้นเป็น 105W เพื่อให้ผู้ใช้ที่ชื่นชอบการโอเวอร์คล็อกสามารถโอเวอร์คล็อกความเร็วให้กับซีพียูเพิ่มขี้นได้โดยใช้ชุดระบายความร้อนประสิทธิภาพสูงทั่วไป

เหตผลที่ Precision Boost Overdrive ทำได้เฉพาะกับเมนบอร์ด X470 ก็เพราะว่าจำเป็นต้องได้รับการจ่ายพลังงานที่เพียงพอจากภาพจ่ายไฟของซีพียูบนเมนบอร์ดครับ เนื่องจากเมนบอร์ดรุ่นอื่นที่ออกมาก่อนหน้านี้ภาคจ่ายไฟได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานโดยการออกแบบพื้นฐานอยู่บนค่า TDP ของซีพียูระดับ 95 วัตต์ ในขณะที่ซีพียู Ryzen 7 2700X มีค่า TDP 105 วัตต์ แม้ว่าจะใช้งานบนเมนบอร์ดรุ่นก่อนหน้าได้ทั้งหมด แต่ถ้าต้องการเพิ่มความเร็วให้สูงก็จำเป็นต้องการการจ่ายไฟที่เพียงพออย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการทำงาน ซึ่งเมนบอร์ด X470 จะตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่าทำให้คุณสมบัติ Precision Boost Overdrive จะถูกเปิดใช้งานเมื่อ Ryzen เจนฯ 2 ทำงานบนเมนบอร์ด X470 เท่านั้น แต่คุณสมบัติอื่น ๆ ที่กล่าวมาก็ยังคงใช้งานได้ปกติหากทำงานบนชิปเซตรุ่นก่อนหน้าไม่ว่าจะเป็น X370, B350 และ A320 อ้ออีกเรื่องหนึ่งก็คือการออกแบบภาคจ่ายไฟใหม่นั้นไม่ใช่ว่าจะทำให้รองรับการจ่ายไฟที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียวแต่ยังต้องออกแบบมาให้รองรับกับค่า P-Stage ของซีพียูอีกด้วยครับ ลองดูภาพประกอบด้านล่าง  (ยังเป็นของ Ryzen เจนฯ 1 นะครับ ยังไม่มีการเปิดเผยของเจนฯ 2 ว่ามีการจัดค่า P-State อย่างไร ก็เลยต้องนำของเก่ามาให้ดูเพื่อความเข้าใจครับเพราะใช้หลักการเดียวกัน)

ในภาพรวมแล้วเราจะเห็นได้ว่าซีพียู Ryzen เจนฯ 2 นั้นมี Base Clock และ Boost Clock ที่สูงกว่าเจนฯแรกอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะการปรับกระบวนการผลิตซีพียูจาก 14 นาโนเมตร มาเป็น 12 นาโนเมตร นั่นเองครับ ลองกลับไปดูในตารางสเปคซีพียูอีกครั้งจะเห็นได้ว่าความเร็ว Base Clock และ Boost Clock ของซีพียู Ryzen เจนฯ 2 นั้นสูงกว่า เจนฯ 1 อยู่พอสมควรแต่ยังคงมีค่า TDP หรือค่าความร้อนของซีพียูที่เกิดขึ้นเท่ากัน มีเพียง Ryzen 7 2700X เท่านั้นที่เอเอ็มดีมีการปรับค่า TDP เพิ่มขึ้นเป็น 105W เพื่อให้ผู้ใช้ที่ชื่นชอบการโอเวอร์คล็อกสามารถโอเวอร์คล็อกความเร็วให้กับซีพียูเพิ่มขี้นได้โดยใช้ชุดระบายความร้อนประสิทธิภาพสูงทั่วไป

ส่งท้าย

ถ้าหากมีคนถามคุณผู้อ่านว่าซีพียู Ryzen เจนฯ 1 กับ เจนฯ 2 มีความแตกต่างกันอย่างไร ก็ส่งบทความนี้ให้คนที่ถามดูได้เลยครับ เพราะสิ่งที่แตกต่างหลัก ๆ แล้วก็จะเป็นตามข้อมูลที่เราได้นำเสนอไปครับ เช่นการปรับลดขนาดการผลิตจาก 14 นาโนเมตร มาเป็น 12 นาโนเมตร ให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นด้วยคุณสมบัติ SenseMI ชุดใหม่ โดยการใช้พลังงานในระดับเดิม การรองรับหน่วยความจำที่เร็วขึ้นและเข้ากับหน่วยความจำต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งเรามีโอกาสพิสูจน์แล้วทำได้ดีขึ้นจริง ๆ ส่วนผลการทดสอบที่หลายคนรอคอยก็จะถูกเปิดเผยกันในค่ำคืนวันที่ 19 เมษายน นี้ครับ เวลา 20.00 น.

 

You may also like...