MSI Aegis X3 เกมมิ่งพีซีสุดแรงสำหรับนักรบมังกร

Aegis X3 เป็นหนึ่งในเดสก์ท็อปพีซีสายเลือดมังกรจาก MSI ที่อัดแน่นไปด้วยฮาร์ดแวร์แรง ๆ สำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะ และสิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดสำหรับพีซีเครื่องนี้เลยก็คือการออกแบบตัวเครื่องที่มีความเป็นเอกลักษณ์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมังกรที่เป็นสัญลักษณ์ของ MSI เองด้วย

ถ้าเรานำคำว่า “Aegis” มาถอดความมันก็จะหมายถึงโล่ห์ หรือเกราะกำบัง ซึ่งสำหรับมังกรแล้วในที่นี้ก็คือเกล็ดของมังกรนั่นเอง ดังนั้นลวดลายสายเส้นที่อยู่บนตัวเครื่อง Aegis X3 นี้จึงมีลักษณะเหมือนเกล็ดมังกรด้วย (ตามจินตนาการนะ) แต่บางคนก็บอกว่าดูรวม ๆ แล้วก็เหมือนหัวมังกรอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อเวลากางที่แขวนหูฟังที่ติดตั้งอยู่ทางด้านข้างทั้งสองด้าน

ลักษณะการออกแบบทางด้านหน้าเคสนั้นไม่ได้เพียงแต่เน้นเรื่องของความสวยงามเท่านั้นแต่ยังเป็นช่องที่ใช้สำหรับระบายกาศช่วยให้อากาศไหลเวียนภายในเคสได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย  ทางด้านหน้าเคสฝั่งซ้ายจะมีพอร์ต USB 3.1 และ USB Type-C (หรือบางทีก็เรียกว่า USB-C) เพื่อต่อใช้งานกับอุปกรณ์ต่าง ๆ และสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่เป็น USB-C ได้สะดวกขึ้น ส่วนทางด้านขวาก็จะมีช่องสำหรับต่อไมโครโฟนและหูฟังมากให้ พร้อมด้วปุ่มสำหรับปิดเปิดเครื่อง ส่วนทางด้านล่างบริเวณตรงกลางก็ใช้สำหรับต่อกับ VR Headset ได้อย่างสะดวก และทางด้านหลังก็มีมาให้อีกหนึ่งพอร์ตด้วยเช่นกัน ก็เลือกใช้งานได้ตามสะดวกครับ

ดูจากมิติตัวเครื่องของ Aegis X3 แล้วก็ต้องถือว่ามีปริมาตรภายในพอ ๆ กับพวกเคสในแบบ Mini-ITX และเมนบอร์ดที่อยู่ในเคสของ Aegis X3 เองก็เป้นเมนบอร์ดแบบ Mini-ITX ด้วย และแน่นอนว่าต้องเป็นเมนบอร์ด Gaming ของ MSI เองด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เห็นเคสเล็ก ๆ แบบนี้การระบายความร้อนนั้นทำได้ดีมากนะครับ ลองดูทางด้านซ้ายของตัวเครื่องเราจะเห็นได้ว่าพัดลมระบายความร้อนของกราฟิกการ์ดมีการดึงอากาศเย็นที่อยู่ภายนอกตัวเครื่องเข้าไปได้โดยตรงเลยครับ

ส่วนทางด้านขวาของเคสแม้ว่าจะไม่ได้มีช่องสำหรับช่วยระบายความร้อนแต่ก็มีการเปิดช่องใส ๆ ไว้ให้เรามองเห็นอีกด้านของเมนบอร์ด แต่ก็ไม่เด่นมากนัก ทำออกมาเป็นลูกเล่นให้ดูสมดุลกับอีกด้านเฉย ๆ

ที่บริเวณฐานของตัวเครื่องถูกออกแบบให้เป็นตำแหน่งสำหรับติดตั้งพาวเวอรซัพพลายขนาด 600 วัตต์ 80 Plus Silver และเป็นพาวเวอร์ซัพพลายแบบ 1U อีกต่างหาก ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใช้ในเซิร์ฟเวอร์เป็นหลัก งานนี้ก็ต้องบอกว่าด้วยราคาระดับพรีเมี่ยมสิ่งที่เราได้เพิ่มเติมเข้ามาก็เป็นของพรีเมี่ยมด้วยเช่นกัน ข้อดีประการหนึ่งของการแยกส่วนของพาวเวอร์ซัพพลายออกมาก็คือไม่ไปเพิ่มความร้อนในตัวเคสหลัก และตัวพาวเวอร์ซัพพลายเองก็ระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็วด้วย ส่วนตัวเครื่องที่มีการยกระดับสูงขึ้นไป ก็เป็นตำแหน่งที่ใช้ติดตั้งพัดลมเพื่อใช้ในการระบายความร้อนในตัวเครื่อง และใช้ระบายความร้อนของซีพียูด้วยครับ เนื่องจากชุดระบายความร้อนของซีพียูนั้นเป็นแบบชุดน้ำที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้เราสามารถใช้งานพีซีเครื่องนี้ในแบบ OC ได้ตลอดเวลา ซึ่งเดี๋ยวเราจะพูดเพิ่มเติมในช่วงการทดสอบ

พลิกกลับมาดูทางด้านหน้ากันสักนิดก่อนที่จะลืมพูดถึงครับ ตำแหน่งด้านบนสุดนั้นเป็นตำแหน่งของออปติคอลไดร์ฟแบบ Super Multi (DVD-RW) หลายคนอาจจะไม่ได้ใช้แล้ว สำหรับหรับบางคนก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมาก ๆ อยู่ครับ

หมุนกลับมาทางด้านหลังกันต่อ พอร์ตต่าง ๆ เหล่านี้ดูแล้วก็เป็นที่คุ้นเคยกันมากครับ ทางด้านซ้ายก็จะเป็นตำแหน่งของพอร์ตต่อจอภาพจากกราฟิกการ์ด GTX 1080 นั่นเองครับ ก็มีทั้ง DVI, HDMI, และ DisplayPort ถัดลงมาก็จะมีพอร์ต VR Ready สำหรับต่อกับ VR Headset นั่นเองครับ ตรงกลางก็เป็นตำแหน่งสำหรับให้อากาศไหลเวียนได้สะดวก และทางด้านขวาก็จะเป็นพอร์ตที่ต่อออกมาจากตัวเมนบอร์ดครับ ทางด้านบนก็จะเป็นชุดสำหรับต่อระบบเสียง มีคอนเน็คเตอร์สำหรับต่อสายอากาศของ Wi-Fi พอร์ต USB 3.1 พอร์ต LAN แล้วก็พอร์ต USB 3.1 พร้อมพอร์ต HDMI อีกหนึ่งพอร์ต ท้ายสุดก็เป็น PS/2 และ USB 2.0  ถ้าดูจากตรงนี้ก็จะเห็นได้ว้่าแม้จะเป็นเมบอร์ดตัวเล็กและเครื่องเล็ก ๆ แต่ก็มีพอร์ตมาให้ใช้งานอย่างจุใจครับ

ตอนนี้ก็ได้ทำความรู้จักกับองค์ประกอบภายนอกกันไปแล้วเราไปดูรายละเอียดของฮาร์ดแวร์ภายในจากตารางสเปคกันดีกว่าครับ แล้วก็ไปดูเรื่องของการทดสอบกันเลย

การทดสอบและผลการทดสอบ

การทดสอบของเราได้เลือกใช้โหมด OC ตลอดการทดสอบนะครับด้วยการกดไปยังโลโก้รูปมังกรที่อยู่ตรงด้านหน้าของตัวเครื่องนั่นเอง ซึ่งเป็นการโอเวอร์คล๊อกไปที่ 4,5GHz หลายคนบอกอะไรกัน OC ไปที่ 4.5GHz ไม่เห็นจะพิเศาเลยเพราะ Core i7-7700K ก็ทำงานที่ 4.2GHz และบูสไปที่ 4.5GHz ได้อยู่แล้ว ใช้ครับเป็นอย่างนั้นแต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าความเร็ว 4.5GHz ในโหมดบูสนั้นเป็นการเพิ่มแบบชั่วคราวและเป็นการเพิ่มความเร็วเป็นบางคอร์เท่านั้น ในขณะที่การทำงานในโหมด OC นี้เป็นการทำให้ซีพียูทุกคอร์ทำงานที่ความเร็ว 4.5GHz ในทุกคอร์ในขณะทำงานนั่นเองครับ และเราจะไปเริ่มต้นกันเบา ๆ กับผลการทดสอบด้วยโปรแกรม AIDA64 กันก่อนครับ

การทดสอบด้วยแอปพลิเคชันต่าง ๆ

ประสิทธิภาพในการทำงานของการทดสอบด้วยแอปพลิเคชันต่าง ๆ นั้นก็จะเป็นการวัดประสิทธิภาพที่ได้จากซีพียูและหน่วยความจำเป็นหลัก แอปพลิเคชันที่เราใช้ทดสอบนี้จะใช้พลังจากกราฟิกการ์ดเป็นส่วนน้อย แม้กระทั่งการเรนเดอร์ด้วย Blender ก็ใช้พลังจาก CPU ล้วน ๆ ครับ ในภาพรวมก็ถือว่าเป็นประสิทธิภาพที่ดีครับเพราะว่าเราทดสอบในโหมด Overclock ที่ซีพียูทำงานด้วยความเร็วจากการ OC ที่ 4.5GHz

มาดูคะแนนจากโปรแกรม 3DMark กันบ้างครับ แล้วก็แถมด้วย Superposition Benchmark ซึ่งเป็นการทดสอบแบบง่าย ๆ และคุณผู้อ่านก็สามารถดาวน์โหลดมาทดสอบเทียบเองได้ เผื่อใครต้องการนำไปเทียบกับพีซีหรือโน้ตบุ๊กที่ตัวเองใช้งานอยู่ว่าได้ประมาณไหน

ต่อไปก็เป็นการทดสอบด้วยเกมต่าง ๆ ครับ

อันที่จริงเราก็คาดเดารูปแบบของผลการทดสอบทางด้านเกมได้ไม่ยากนัก เพราะอย่างไรเสียฮาร์ดแวร์ที่อยู่ใน Aegis X3 นั้นก็ยังคงเป็นฮาร์ดแวร์ที่พวกเราคุ้ยเคยกัน และเราเองก็เคยทดสอบกราฟิกการ์ด GTX 1080 มาแล้วหลายรุ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่ากราฟิกการ์ด GTX 1080 Gaming ของ MSI นั้นทำงานได้เงียบจริง ๆ และระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก แม้ว่าจะถูกติดตั้งอยู่ในเคสที่ค่อนข้างเล็กอย่าง Aegis X3 พลังของ GTX 1080 นั้นสามารถทำให้เราเล่นเกมที่ความละเอียด 1080p, 1440p และได้ถึง 2160p (4K) เพียงแต่ที่ความละเอียด 4K เราคงไม่สามารถที่จะกำหนดรายละเอียดของภาพในระดับสูงได้หากต้องการเฟรมเรตที่สูงเกินกว่า 60 FPS คงต้องลดรายละเอียดมาอยู่ในระดับ Medium ผสมกับ High แต่ถ้าเป็นความละเอียดในระดับ 1440p เราสามารถปรับภาพในระดับ High ได้ในหลายเกมได้อย่างสบาย ส่วนความละเอียดระดับ 1080p หรือ Full HD นั้นไม่ต้องพูดถึงครับ ปรับในระดับ Ultra ได้ในแบบไม่ต้องลุ้น

แถมท้ายด้วยการทดสอบกับเกม PUBG ครับ ที่เราไม่ได้ทดสอบเกมนี้จริงจังก็เพราะว่ามันเป็นเกมที่หามาตรฐานได้ยากเนื่องจากตัวเกมเองก็ไม่ค่อยจะมีเสถียรภาพในการทำงานมากนัก สำหรับการทดสอบแบบเล่น ๆ นี้เราก็ลองที่โหมด Full HD (1080p) ปรับภาพทุกอย่างในระดับ Ultra ผลที่ได้ก็คือ ให้เฟรมเรตเฉลี่ยที่ 81 FPS เฟรมเรตต่ำที่ 1% Time อยู่ที่ 62 FSP ถือว่าทำได้ดีครับ ส่วนเฟรมต่ำที่ 0.1% Time ก็อยู่ที่ 54 FPS พูดง่าย ๆ ก็คือถึงจะเป็นเฟรมเรตต่ำสุดก็ยังอยู่ในระดับ 50 FPS ดังนั้นการเล่น PUBG ด้วย พีซีเครื่องนี้ก็ถือว่าลื่น ๆ เลยครับ แต่ถ้าเพิ่มความละเอียดไปที่ 1440p หรือที่ 2160p (4K) ก็คงต้องลดรายละเอียดของภาพลงมาตามส่วน เพื่อการลื่นไหลของเกม

ว่าด้วยอุณหภูมิในการทำงาน

หลังจากเราได้เห็นประสิทธิภาพในการทำงานของเกมมิ่งพีซีจาก MSI กับไปแล้วคราวนี้เรามาดูเรื่องของการระบายความร้อนกันบ้างครับว่าทำได้ดีแค่ไหน และในช่วงของการทดสอบอุณภูมิ เราก็ทดสอบด้วยการไม่เปิดแอร์ครับ ทำให้อุณหภูมิของห้องอยู่ที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส และเราก็ยังคงทดสอบเครื่องนี้ด้วยการทำงานในโหมด OC คือซีพียู 4.5GHz ตลอดเวลาเช่นเดิม

มาดูอุณภูมิในส่วนของกราฟิกการ์ดกันก่อนก็แล้วกันะครับ สำหรับกราฟิกการ์ดนั้นค่าที่ถูกต้องมาจากทาง MSI คือความเร็ว 1632MHz และบูสสูงสุดได้ที่ 1771MHz แต่เมื่อทำงานจริงในการเล่นเกมพบว่าสามารถบูสเพิมได้ถึง 1822.5MHz โดยมีอุณภูมิตัวการ์ดอยู่ที่ประมาณ 76 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิสูงสุดในระหว่างการเล่นเกมที่ 83 องศาเซลเซียส ถือว่าเย็นพอตัวครับสำหรับการทดสอบในห้องที่ไม่ได้เปิดแอร์ ส่วนซีพียู Intel Core i7-7700K ที่ได้ชื่อว่าเป็นจ้าวความร้อนแห่งยุคก็ถูกควบคุมด้วยชุดระบายความร้อนด้วยน้ำที่ MSI ออกแบบมาเป็นพิเศษครับ แม้ว่าจะ OC ให้ทำงานในระดับ 4.5GHz ตลอดเวลาก็ยังมีอุณหภูมิที่ไม่เกิน 95 องศาเซลเซียส และในระหว่างการเล่นเกมอุณหภูมิส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในระดับ 85-90 องศาเซลเซียส ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีครับ และในการใช้งานจริงเราคิดว่าคนที่ซื้อเครื่องระดับนี้ก็จะต้องทำงานอยู่ในห้องแอร์อย่างแน่นอนครับ ดังนั้นเราจึงไม่กังวลเรื่องของความร้อนครับ

แสงไฟต่าง ๆ เหล่านี้เราสามารถปรับแต่งได้จากซอฟต์แวร์เหมือนกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ MSI ครับ

สรุปผลจากการทดสอบและใช้งาน

ถ้าถามว่าประสิทธิภาพในการทำงานของ Aegis X3 นั้นแตกต่างไปจากพีซีที่เราประกอบขึ้นมาเองมากน้อยขนาดไหนในสเปคเดียวกัน คำตอบก็คือไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้ในระหว่างการเล่นเกมด้วย Aegis X3 นี้ก็คือ เรื่องของเฟรมเรตที่ค่อนข้างนิ่ง แน่นนอนล่ะว่ากราฟิกการ์ดในระดับ GTX 1080 กับซีพียู Intel Core i7-7700K นั้นต้องให้เฟรมเรตได้ในระดับสูงอยู่แล้ว แต่ถ้าใครเคยลองทดสอบกราฟิกการ์ด GTX 1080 มาบ้าง กับซีพียูในระดับ 4 คอร์ 8 เธรด กับพีซีประกอบเองเราก็จะพบว่าในบางครั้งเฟรมเรตมันไม่ค่อยนิ่ง ถ้าพูดในแง่ของการทำงานก็คือมันไม่ค่อยมีเสถียรภาพมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเล่นเกมไปนานซึ่งอาจจะเกิดจากปัญหาความร้อนสะสมภายในเครื่องบ้าง หรือภาคจ่ายไฟทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพบ้าง ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่เราพูดมานี้เราไม่พบเลยในระหว่างการทดสอบ Aegis X3 แม้ว่าเราจะทดสอบการเล่นในโหมด Overclock ตลอดเวลาก็ตาม งานนี้ก็ต้องบอกว่าทาง MSI ควบคุมคุณภาพในการผลิตพีซีรุ่นนี้ออกมาได้ดีมากครับ

มาถึงราคาที่หลายคนอยากรู้ ต้องมีดราม่าแน่นอนถ้าเราได้รู้ราคาของ MSI Aegis X3 เครื่องนี้ ซึ่งวางขายอยู่ที่ราคาประมาณ 96,000 บาท หลายคนคงบอกว่าไม่คุ้ม เงินระดับนี้ไปประกอบคอมเองดีกว่า แต่ก็อยากจะบอกว่าคนที่งบประมาณมากพอในระดับนี้บางครั้งเขาก็ต้องการความพิเศษ ความแตกต่างที่น้อยคนนักจะสามารถเป็นเจ้าของได้ รวมไปถึงแฟนพันธุ์แท้ของ MSI Gaming ที่ไม่ได้สนใจว่าเครื่องนี้จะมีราคาเท่าไหร่ แต่ให้ความสนใจในเรื่องของดีไซน์และความพิเศษของเกมมิ่งพีซีเครื่องนี้มากกว่า ดังนั้นอย่าไปว่ากันเลยครับว่างบเท่านั้นเท่านี้ ทำไมไม่ไปทำแบบนั้นแบบนี้ เพราะความต้องการของคนเราไม่เหมือนกันครับ เอาเป็นว่าต่างคนต่างมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองมีก็พอแล้วครับ

You may also like...