Colorful GTX 1050 Ti แรงครบทุกสีสัน

ตอนนี้หลายคนเริ่มจะได้เห็นชื่อของกราฟิกการ์ดจากค่าย Colorful ในบ้านเราเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีการเข้ามาทำตลาดในบ้านเราอย่างเป็นทางการก็ตาม หลายคนอาจจะคิดว่า Colorful เป็นแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน แต่จริง ๆ แล้วบริษัทแม่ของ Colorful ได้อยู่ในอุตสาหกรรมพีซีมาตั้งแต่ปี 1995 แล้ว และยังคงมีผลิตภัณฑ์เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราแล้วด้วยนั่นก็คือแบรนด์ Chaintech ซึ่งหลายคนก็อาจจะเคยใช้เมนบอร์ดและกราฟิกการ์ดยี่ห้อนี้กันมาบ้างแล้ว

ทุกวันนี้แบรนด์ของ Chaintech ก็ยังคงอยู่ครับแต่ว่าทำตลาดในเฉพาะบางประเทศเท่านั้น ส่วนแบรนด์ Colorful นั้นก็เกิดขึ้นมาเพราะทางบริษัทแม่ต้องการกลับมาบุกตลาดโลกอีกครั้งจึงได้ทำแบรนด์ Colorful ขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเชื่อเดียวกับบริษัทแม่เลยครับคราวนี้ (Colorful Group) ก็เท่ากับว่าเป็นการสื่อสารไปยังตัวแทนจำหน่าย คู่ค้า และผู้ใช้ให้ทราบโดยทั่วกันว่า Colorful มีความจริงจังกับการทำตลาดครั้งใหม่นี้ด้วยนั่นเองครับ ผลิตภัณฑ์ของ Colorful ก็มีทั้งกราฟิกการ์ด และเมนบอร์ด แต่ข่าวล่าสุดนั้นก็ยืนยันมาว่า Colorful จะเริ่มทำตลาดในประเทศไทยด้วยกราฟิกการ์ดก่อน (ในปี 2017) และถ้าการเจรจากับตัวแทนจำหน่ายสำเร็จเราก็อาจจะได้เห็นเมนบอร์ด Colorful ในตลาดบ้านเราด้วยเช่นกัน เกริ่นนำกันไปยืดยาวครับกลับมาดูที่ Colorful GTX 1050 Ti ที่เราจะทดสอบกันในวันนี้ดีกว่าครับ

Colorful GTX 1050 Ti ที่เราได้รับมาทดสอบนี้เป็นการ์ดที่ค่อนข้างจะแปลกครับ ความแปลกที่ว่าก็คือเป็น GTX 1050 Ti ที่มาพร้อมกับช่องต่อไฟเพิ่ม 6 พิน แต่ว่าไม่ได้เป็นการ์ดที่มีการโอเวอร์คล็อกมาจากโรงงานแต่อย่างใด ความเร็วของกราฟิกชิปก็มาแบบเดิม ๆ เลยครับ คือมีความเร็ว 1290MHz และความเร็วเมื่อเข้าสู่โหมดบูสก็จะเพิ่มเป็น 1392MHz ส่วนหน่วยความจำ GDDR5-128bit ขนาด 4GB ก็ทำงานที่ความเร็วปกติคือ 1752MHz (7Gbps) แต่ถ้าถามหาเหตุผลจริง ๆ ที่ Colorful ใส่ชุดรับไฟเพิ่ม 6 พิน เข้ามาให้เราด้วยก็เพราะว่าเผื่อไว้สำหรับการโอเวอร์คล็อกเพิ่มเติมนั่นเองครับ ส่วนจะโอเวอร์คล็อกเพิ่มเติมได้มากน้อยขนาดไหน เดี๋ยวเราไปติดตามกันในช่วงการทดสอบครับ

การ์ดที่การ์ดรุ่นนี้มาพร้อมกับช่องต่อไฟแบบ 6 พิน เพิ่มเติม ก็หมายความว่าเป็นการ์ดที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดครับเพราะดีไซน์มาตรฐานของเอ็นวิเดีย GTX 1050 Ti จะไม่มีช่องต่อไฟเพิ่ม การ์ดรุ่นนี้มีความยาวทั้งหมด 21.5 เซนติเมตร ในขณะที่การ์ดมาตรฐานจะยาวประมาณ 17 เซนติเมตรเท่านั้น ส่วนชุดระบายความร้อนเลือกใช้อะลูมิเนียมขนาดใหญ่ พร้อมด้วยพัดลมขนาด 90 มิลลิเมตร ถึงสองตัวด้วยกัน ส่วนฝาครอบชุดระบายความร้อนก็ออกแบบได้แปลกตาด้วยการเจาะช่องตรงพัดลมเป็นรูป 8 เหลี่ยม ในขณะที่การออกแบบของแบรนด์ทั่วไปจะทำเป็นวงกลม

การ์ดรุ่นนี้มีพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อจอภาพมาให้สามแบบและต่อจอภาพพร้อมกันได้สามจอ โดยพอร์ตที่มีมาให้ก็ได้แก่ DVI, HDMI และ DisplayPort

เรามาดูการทำงานเบื้องต้นของกราฟิกการ์ดรุ่นนี้กันหน่อยครับ ด้วยการเบิร์นให้การ์ดรุ่นนี้รันโปรแกรม Valley benchmark เป็นเวลา 30 นาที ก็จะเห็นได้ว่าความเร็วในโหมดบูสนั้นเพิ่มขึ้นมาเกินกว่าค่าปกติเยอะเลยครับ โดยค่าบูสที่ระบุมาอยู่ที่ 1392MHz แต่พอใช้งานจริงสามารบูสเพิ่มได้ถึง 1670MHz เลยทีเดียว ส่วนอุณหภูมิของกราฟิกชิปอยู่ที่ 55 องศาเซลเซียส ความเร็วของพัดลมอยู่ที่ 33% หรือราว ๆ  1100 รอบต่อนาที ก็คือว่าเย็นพอสมควรครับ กับการทดลองในห้องที่ไม่ได้เปิดแอร์ อุณภูมิห้องราว ๆ 30 องศาเซลเซียส

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ
  • CPU: Intel Xeon E5-1620 V3 (4C/8T) 3.5/3.6GHz
  • Mainboard: ASRock X99 Extreme4
  • RAM: KLEVV DDR4-2800 @2133 (4GBx4) 16GB
  • SSD: SKS ADROIT 480GB (บทความรีวิว), Windows
  • HDD: WD Green 2TB SATA 6.0Gbps, Application/Game
  • Monitor: Philips 288P6 (28”, 4K) (บทความรีวิว)
  • PSU: CoolerMaster V1000
  • OS: Windows 10 Pro (64bit)

การทดสอบ

ในการทดสอบ Colorful GTX 1050 Ti นี้เราก็ได้นำผลการทดสอบของ RX 460 (4GB) มาเปรียบเทียบให้ดู พร้อมด้วย GTX 960 (2GB) ซึ่งเป็นการ์ดที่จะถูกแทนที่โดย GTX 1050 Ti  และท้ายสุดก็เป็นผลการทดสอบของ GTX 1060 6GB FE ซึ่งเราให้เป็น Baseline สำหรับมาตรฐานการเล่นเกมคุณภาพสูงครับ ส่วนผลการทดสอบจะออกมาในรูปแบบใดบ้างไปติดตามกันเลยครับ

การทดสอบด้วย GPGPU

คะแนนการทดสอบโดยรวมของ Colorful GTX 1050 Ti นั้นจะเห็นได้ว่าเข้ามาทดแทนการทำงานของ GTX 960 (2GB) ได้อย่างสมบูรณ์แบบในขณะที่ประหยัดพลังงานมากกว่า แม้ว่าการ์ดของ Colorful จะต้องการไฟเพิ่มแบบ 6 พิน ก็ตาม แต่ว่าโดยรวมแล้วก็ยังไม่เกิน 100 วัตต์ แต่ถ้าเป็นการใช้งานปกติแบบไม่โอเวอร์คล็อกก็จะใช้ไฟที่ราว ๆ 75-80 วัตต์ เท่านั้น ส่วนการ์ดของเอเอ็มดีอย่าง RX 460 4GB นั้นเหมาะไปเทียบกับ GTX 950 หรือ GTX 1050 มากกว่า

การทดสอบด้วย 3DMark

เมื่อมาดูคะแนนการทดสอบของ 3DMark ก็ยิ่งมั่นใจว่า GTX 1050 Ti นั้นถูกส่งเข้ามาแทนที่ GTX 960 จริง ๆ สามารถทำคะแนนการทดสอบในทุก ๆ ส่วนได้ดีกว่าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคะแนนรวมในส่วนของ 3DMark Score หรือคะแนนในส่วนของ 3DMark Graphics และคะแนนที่ได้จาก Graphics Test ก็ทำออกมาได้ดีกว่าเช่นกัน

การทดสอบด้วยเกม

Colorful GTX 1050 Ti ยังคงทำคะแนนได้ดีกับเกมเก่าอย่าง Metro Last Light ส่วนเกมใหม่อย่าง  The Division ก็ทำได้ดีเช่นกัน และเมื่อมาดูการทดสอบด้วย GTA V ก็จะเห็นได้ว่าคะแนนเพิ่มขึ้นมามากเป็นพิเศษที่ความละเอียด 1080p และ 1440p เมื่อเทียบกับ GTX 960 แสดงให้เห็นว่าทางเอ็นวิเดียได้ปรับแต่งการทำงานให้เข้ากับเกมรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเกมแบบโอเพ่นเวิร์ลที่ต้องการพื้นที่ของหน่วยความจำในการแสดงผลมากขึ้น แม้ในตอนเซ็ตอัปอาจจะบอกว่าใช้แค่ 2GB หรือ 3GB แต่ในการใช้งานจริงในบางจังหวะก็อาจจะมีเกินเลยกว่านั้นไปบ้างการมีหน่วยความจำถึง 4GB มันก็ทำให้การเล่นลื่นไหลมากยิ่งขึ้น ส่วนการทดสอบในเกม Rice of Tomb Rider ก็น่าสนใจครับตอนที่เป็น DX11 Colorful GTX 1050 Ti นั้นทำคะแนนได้ไม่ต่างไปจาก GTX 960 (2GB) เลย แต่พอมาเป็น DX12 ก็ทำคะแนนได้ดีกว่าแม้จะไม่มากนักก็ตาม และการทดสอบด้วย Ashes Benchmark ก็จะให้ผลคล้ายกันทั้ง DX11 และ DX12

การโอเวอร์คล็อก

ก็อย่างที่บอกไปตั้งแต่แรกครับว่า Colorful GTX 1050 Ti นั้นเป็นการ์ดที่แปลก เพราะไม่ได้โอเวอร์คล็อกมาจากโรงงาน แต่มีช่องต่อไฟเพิ่ม 6 พิน มาให้ด้วย ซึ่งจะเหมาะต่อการนำมาโอเวอร์คล็อกต่อเอง และเมื่อลองโอเวอร์คล็อกดูก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ชุดระบายความร้อนที่ให้มานั้นแม้ว่าจะเป็นเพียงฮีตซิงค์แบบอะลูมิเนียมธรรมดา แต่ก็มีขนาดและพื้นที่มากพอที่รองรับและระบายความร้อนออกจากตัวกราฟิกชิปได้อย่างสบาย ๆ ด้วยการทำงานร่วมกับพัดลมขนาด 90 มิลลิเมตร จำนวนสองตัว ที่มีการปรับความเร็วรอบโดยอัตโนมัติ และในการโอเวอร์คล็อกเราก็ปรับความเร็วของ GPU Clock เพิ่มไปที่ 1460MHz เมื่อทดลองรัน Valley benchmark ก็พบว่าความเร็วของ GPU Clock ถูกบูสเพิ่มไปได้ถึง 1847MHz เลยทีเดียว ส่วนหน่วยความจำก็สามารถปรับเพิ่มเป็น 2002MHz ได้อย่างสบาย ๆ ครับ ส่วนพัดลมระบายความร้อนเราปรับให้ทำงานที่ 70% เช่นเดียวกันกับกราฟิกการ์ดรุ่นอื่น ๆ ที่เราทดสอบมา ความเร็วรอบก็จะอยู่ที่ 2450 รอบต่อนาที โดยประมาณ ส่วนอุณหภูมิของกราฟิกชิปก็อยู่ที่ 53 องศาเซลเซียส เท่านั้น ถือว่าดีมาก ทดสอบในห้องอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส งานนี้คงจะถูกใจคนที่ไม่ได้ใช้พีซีในห้องแอร์อย่างแน่นอนครับ

สรุป

ช่องต่อไฟเพิ่มแบบ 6 พิน บนการ์ดรุ่นนี้จะกลายเป็นข้อเสียในทันทีถ้าเราใช้ Colorful GTX 1050 Ti ในแบบเดิม ๆ ที่ไม่มีการโอเวอร์คล็อก เพราะมีการ์ด GTX 1050 Ti มากมายหลายรุ่นที่ไม่ต้องต่อไฟเพิ่ม ดังนั้นถ้าใครได้มีโอกาสใช้งานกราฟิกการ์ดรุ่นนี้สิ่งที่ควรจะทำก็คือจัดการโอเวอร์คล็อกมันซะ เพราะชุดระบายความร้อนของกราฟิกการ์ดรุ่นนี้ก็ใหญ่พอที่จะรองรับการโอเวอร์คล็อกได้อย่างสบาย แถมยังมีชุดต่อไฟเพิ่มแบบ 6 พิน ที่จะมาเสริมเสถียรภาพในการโอเวอร์คล็อกอีกต่างหาก และในการโอเวอร์คล็อกก็ไม่ต้องอัดความเร็วไปมากนัก เพิ่ม GPU Clock ไปสัก 200MHz ก็พอ เพราะยังมีโหมดบูสที่ช่วยจัดการเพิ่มความเร็วต่อให้เราได้โดยอัตโนมัติ ตราบใดที่ตัวการ์ดยังใช้พลังงานและความร้อนไม่สูงเกินที่กำหนด สรุปง่าย ๆ ก็คือการ์ดรุ่นนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการนำการ์ดมาใช้งานในรูปแบบโอเวอร์คล็อกตลอดเวลาครับ

You may also like...