ต้นทุนของ Radeon VII อาจสูงกว่า 650 เหรียญสหรัฐฯ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Fudzilla ได้รายงานว่าหน่วยความจำ HBM2 ขนาด 16GB บนกราฟิกการ์ด Radeon VII มีราคาสูงถึง 320 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของราคาขายที่เริ่มต้นที่ 699 เหรียญสหรัฐฯ และล่าสุด Fudzilla ก็ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าโดยรวม ๆ แล้ว ต้นทุนของ Radeon VII อาจจะสูงกว่า 650 เหรียญสหรัฐฯ

ต้นทุนที่ 650 เหรียญสหรัฐฯ แต่วางขายเริ่มต้นที่ 699 เหรียญสหรัฐฯ นี่ยังไม่ร่วมค่าดำเนินการต่าง ๆ ในการขาย หรือจริง ๆ แล้ว AMD อาจจะต้องขาดทุนกับ Radeon VII ทุกตัวที่ขายได้ และถามว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือ ก็คงจะต้องตอบว่าจริงเพราะก่อนหน้านี้ AMD ก็เคยต้องขาดทุนกับ Vega 64/56 ในตอนที่เปิดตัวขายครั้งแรกมาก่อนแล้ว ดีที่ว่าช่วงนั้นยังมียอดขายจากกราฟิกการ์ดรุ่นอื่น ๆ ในตระกูล RX มาช่วยไว้ได้ (คิดไปแล้ว AMD คงต้องขอบคุณตลาดคริปโตในช่วงเวลานั้นเช่นกัน)

ทาง Fudzilla ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าแพ็กเกจตัวชิปนั้นมีต้นทุนอยู่ที่ราว 100 เหรียญสหรัฐฯ และถึงแม้ว่าราคาของการผลิตกราฟิกชิปด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร จะมีต้นทุนสูงกว่าสมัยที่ผลิต Vega 64/56 ที่เป็น 14 นาโนเมตร ก็จริง แต่ AMD ก็โชคดีตรงที่ก่อนหน้านี้มีลูกค้ารายใหญ่ของ TSMC ที่มาเป็นผู้ใช้บริการในการผลิตชิป 7 นาโนเมตร ก่อนแล้วไม่ว่าจะเป็น Apple, Huawei และ Qualcomm ซึ่งเฉพาะ Apple ก็สั่งผลิตนับ 10 ล้านชิป ต่อไตรมาสแล้ว และชิปเหล่านั้นก็เป็นชิปแบบใช้พลังงานต่ำมีค่า TDP อยู่ราว ๆ 3 วัตต์ เท่านั้น  ในขณะที่ชิปของ AMD มีค่า TDP เป็น 100 วัตต์ ทำให้ TSMC สามารถใช้ประสบการณ์ในการผลิตชิปต่าง ๆ เหล่านั้นมาช่วยลดปัญหาในการผลิตลงมาได้ นอกจากนี้ก็ยังมีค่าแผงวงจรและชุดระบายความร้อน 75 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถ้ารวมค่าหน่วยความจำ แพ็กเกจตัวชิป แผงวงจรและชุดรายความร้อนแล้วก็จะมีต้นทุนอยู่ราว 495 เหรียญสหรัฐฯ

อย่าลืมว่าที่ 495 เหรียญสหรัฐฯ นี้ยังไม่รวมค่าดำเนินการอื่น ๆ อีก ซึ่งทาง Fudzilla ก็ประเมินว่าเมื่อรวมค่าใช้จ่ายทุกสิ่งอย่างแล้วก็น่าจะทำให้ Radeon VII นี้มีต้นทุนรวมอยู่ที่ระดับ 650 เหรียญสหรัฐฯ หรือสูงกว่า

Fudzilla ทิ้งท้ายไว้ว่านี่อาจจะเป็นความตั้งใจของ AMD ตั้งแต่แรกที่จะขายกราฟิกการ์ดในราคานี้ เพื่อตั้งใจจะชนกับกราฟิกการ์ดของคู่แข่งอย่าง NVIDIA ที่ขนเทคโนโลยีใหม่มาอย่างเต็มที่ทั้งสถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Turing และฮาร์ดแวร์ที่รองรับ Ray Tracing

ทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากการแข่งขันทางเทคโนโลยี และทาง Fudzilla ยังทิ้งท้ายไว้ว่าในปีหน้าการแข่งขันคงจะหนักกว่านี้เพราะมี Intel ลงมาสู่ตลาดกราฟิกการ์ดอย่างเต็มตัวอีกราย

เรียบเรียงข้อมูลจาก: Fudzilla.com

You may also like...