Apacer ASMini Portable SSD USB 3.0 ตัวเล็ก พกง่าย ใช้งานอเนกประสงค์

ตอนนี้เราได้เห็นการนำ SSD มาใช้งานในรูปแบบเดียวกันกับฮาร์ดดิสก์แบบพกพากันมากขึ้นแล้วนะครับ แม้ว่าจะยังไม่ได้นำมาเป็นอุปกรณ์ในการสำรองข้อมูลหรือใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นหลัก เพราะ SSD ที่ใช้ในแบบพกพาส่วนใหญ่จะยังมีพื้นที่ไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นการพกพางานระหว่างทำหรือใช้สำหรับโอนย้ายข้อมูลอย่างรวดเร็ว SSD แบบพกพาก็ยังเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว

ล่าสุด Apacer ก็ได้พัฒนาการใช้งาน SSD ในรูปแบบของไดร์ฟแบบพกพาไปอีกขั้นในรุ่น ASMini Portable SSD USB 3.0 (240GB) สำหรับจุดเด่นของ ASMini ก็คือเป็น SSD แบบพกพาที่มีขนาดเล็กเป็นพิเศษ คือเล็กกว่าไดร์ฟ SSD (2.5”) ทั่วไปที่เราใช้งานกันครับ ถ้าพูดถึงขนาดมันก็มีขนาดพอ ๆ กันกับนามบัตรหรือพวกบัตรเอทีเอ็มต่าง ๆ แต่ว่าอาจจะมีความหน้าเพิ่มขึ้นมาหน่อยแต่รวม ๆ แล้วก็ยังต้องบอกว่าเล็กอยู่ดี ASMini มีขนาดเพียง (W)54 x (L)81 x (H) 6mm เท่านั้น น้ำหนัก 42 กรัม ส่วนความจุตอนนี้มีให้เลือกขนาดเดียวคือ 240GB และจะว่าไปแล้วก็ต้องบอกว่าไดร์ฟรุ่นนี้เป็น SSD แบบพกพาที่เล็กที่สุดในโลกอีกด้วย (ในตอนนี้)

เทียบขนาดยังมีขนาดเล็กกว่าพวกบัตร ATM บัตรเครดิตต่าง ๆ ด้วยซ้ำไปครับ แต่แน่นอนว่าความหน้าค้องมีมากกว่าอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เยอะเพราะหนาเพียง 6 มิลลิเมตร เท่านั้น

เทียบขนาดกับไดร์ฟ SSD ขนาด 2.5 นิ้ว ตามปกติที่เราใช้งานกันอยู่ทั่วไป

อินเทอร์เฟซที่ใช้เป็นแบบ USB Type-C หรือที่เรียกกันย่อย ๆ ว่า USB-C รองรับมาตรฐานของ USB 3.0 หรือที่ตอนนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า USB 3.1 Gen 1 (ชื่อเยอะไปนะ)

 

สายสัญญาณที่มาพร้อมกับไดร์ฟจะเป็นแบบ USB-A to USB-C ทำให้เราใช้งานร่วมกับพอร์ตของพีซีหรือโน้ตบุ๊กตามปกติได้ แต่ถ้าโน้ตบุ๊กเรามี USB-C เราก็หาสายที่เป็นแบบ USB-C ทั้งสองด้านมาใช้งานได้เช่นกัน

ทางด้านอินเทอร์เฟซภายในตัวไดร์ฟยังคงเป็น SATA-6Gbps แต่อินเทอร์เฟซที่เชื่อมต่อกับพีซี โน้ตบุ๊ก หรืออุปกรณ์อื่น ๆ จะเป็นแบบ USB Type-C หรือที่เรียกกันย่อย ๆ ว่า USB-C รองรับความเร็วของ USB 3.0 (ซึ่งตอนนี้มีอีกชื่อคือ USB 3.1 Gen 1 ไม่งงนะ) ตามสเปคที่ Apacer ระบุมาบอกว่าความเร็วในการอ่านสูงสุดที่ 450MB/s และบันทึกได้สูงสุดที่ 400MB/s ส่วนชนิดของชิปเก็บข้อมูลในตัว SSD เป็นแบบ NAND Flash MLC

 

Capacity 240GB
Interface SuperSpeed USB 3.1 Gen 1 Type-C
NAND Flash Type MLC
Sustained Read Performance(MB/sec) 450MB/s
Sustained Write Performance(MB/sec) 400MB/s
IOPs (4K Random Write) Up to 60,000
ECC Support Up to 72bit/1KB
Shock 1500G/0.5msec
Vibration 80Hz~2000Hz/20G
Low Power Consumption Active/Idle:
1000mA/100mA
MTBF 1,000,000 hours
Humidity 5% ~95%
Standard Operating Temperature 0°C ~ +70°C
Storage Temperature -55°C ~ +150°C
Dimensions (W)54 x (L)81 x (H) 6mm
Weight 42g
Certificate RoHS, CE, FCC, VCCI, RCM, BSMI
Warranty 3 Years

 

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปดูการทดสอบกันเลยดีกว่า สำหรับเครื่องที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้ใช้ซีพียู AMD Ryzen R5 1500X (4C/8T) เมนบอร์ด GIGABYTE AB350 GAMING 3 หน่วยความจำ Apacer Blade DDR4 @3200MHz 16GB (8GBx2) กราฟิกการ์ด GTX 1080 FE

จากผลการทดสอบเราก็จะเห็นได้ว่าเรื่องความเร็วในการอ่านนั้นก็อยู่ในระดับเดียวกันกับที่สเปคได้ระบุไว้ ส่วนการเขียนหรือการบันทึกข้อมูลนั้นก็อาจจะน้อยไปหน่อยในการทดสอบของเรา แต่ในภาพรวมเราก็ยังยอมรับกับความเร็วในระดับนี้ได้อย่างไม่มีปัญหาครับ และในการใช้งานทั่วไปเช่นการก็อปปี้ไฟล์ต่าง ๆ ความเร็วที่ได้เฉลี่ยจากการใช้งานก็อยู่ในระดับ 120MB/s ก็จัดว่าทำงานได้คล่องตัวดีเช่นกันครับ

ข้อดีอย่างหนึ่งของการที่ ASMini เลือกใช้อินเทอร์เฟซแบบ USB-C ก็คือ เราสามารถที่จะเปลี่ยนสายสัญญาณที่มาพร้อมกับตัวไดร์ฟที่เป็นแบบ USB-A to USB-C มาเป็นสาย USB-C ทั้งสองด้าน ในการทดสอบเราใช้สายของ Belkin USB-C 3.1 สายรุ่นนี้เป็นรุ่นที่รองรับความเร็ว 10Gbps ทนการจ่ายกำลังไฟฟ้าได้ที่ 60 วัตต์ จากการทดสอบเราลองใช้ไฟล์วิดีโอ Full HD 60FPS ก็สามารถเปิดและรับชมได้อย่างลื่นไหลไม่เป็นปัญหาครับ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการประยุกต์ใช้งาน ASMini 240GB SSD แบบพกพาจาก Apacer ครับ จะใช้เป็นไดร์ฟสำหรับสำรองข้อมูลจากสมาร์ทโฟนก็ได้หรือใช้เป็นไดร์ฟสำหรับเก็บหนังเก็บเพลงไว้เปิดดูเปิดฟังเพื่อความบันเทิงก็ไม่มีปัญหาครับ

Apacer ASMini ดูแล้วเหมือนเป็นไดร์ฟพกพาที่ออกแบบมาเพื่อ Smartphone เลยครับ

ข้อมูลของไฟล์ภาพยนตร์ที่ใช้เปิดรับชมระหว่างการทดสอบ

งานนี้ก็ต้องบอกว่า Apacer ASMini 240GB ทำหน้าที่เป็น SSD แบบพกพาได้อย่างสมบูรณ์แบบครับเพราะนอกจากจะใช้เก็บข้อมูล โยกย้ายข้อมูลด้วยความรวดเร็วระหว่างพีซี/โน้ตบุ๊กแล้วเรายังสามารถประยุกต์ใช้กับงานอื่น ๆ เช่นทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนอย่างที่เราได้ทดสอบไป ก็จะเห็นได้ว่าไดร์ฟรุ่นนี้นำมาใช้งานได้อย่างคุ้มค่าแน่นอนครับ

*** ขอบคุณ Belkin สำหรับสายสัญญาณ USB-C ในการทดสอบเพิ่มเติมด้วยครับ ***

 

You may also like...