เปรียบมวย AMD Ryzen 9 VS Intel Core i9 ก่อนขึ้นสังเวียนจริง

จากข้อมูลที่หลุดมาในขณะนี้ทั้งฝั่งของอินเทลซีพียู Core i9 และฝั่งเอเอ็มดี Ryzen 9 ทั้งคู่ก็จะถูกจัดให้ไปประกบกันบนตลาด HEDT (High End Desktop) หรือตลาดเดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูงนั่นเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง AMD ไม่ได้มีซีพียูในกลุ่มนี้ออกมาเลย แต่อินเทลได้ทำตลาดนี้มาตั้งแต่สมัยซ็อกเก็ต LGA 1366 แล้ว (ตอนนั้นยังไม่มีการจัดกลุ่ม HEDT อย่างชัดเจน) ซีพียูที่ใช้ LGA 1366 ก็ได้แก่ Intel Core i7 900 Series ซึ่งเป็นที่มาของข่าวลือของ Core i9 ในยุคแรก

หลังจากนั้นอินเทลก็ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม HEDT ออกมาเรื่อย ๆ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายด้วยการบอกเป็นซ็อกเก็ต ก็จะได้แก่ LGA 2011, LGA 2011-v3 โดยจุดเด่นของแพลตฟอร์ม HEDT นี้ก็จะมีช่วงอายุการใช้งานรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ค่อนข้างจะยาวนานกว่าตลาดเมนสตรีม เช่นพวก Core i ที่ใช้ซ็อกเก็ต LGA 15XX ที่มีการเปลี่ยนแปลงกันทุกปีเลยก็ว่าได้

ข้อมูลของซีพียูในกลุ่ม HEDT ของอินเทล เริ่มจัดกลุ่มอย่างเป็นทางการตอนที่มีซ็อกเก็ต LGA 2011 ซีพียูเหล่านี้จัดได้ความเป็นความแรงในระดับตำนานของพีซีเลยก็ว่าได้ เพราะมีคอร์มีเธรดในการประมวลผลเป็นจำนวนมาก มาพร้อมกับหน่วยความจำแคช L3 หรือบางรุ่นก็เรียก SmartCache ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการประมวลผลชุดคำสั่งต่าง ๆ ได้อย่างเร็วเร็ว

ในตอนที่ AMD เปิดตัวซีพียู Ryzen 7 1800X ซึ่งเป็นซีพียูแบบ 8 คอร์ 16 เธรด และได้มีการนำไปเทียบให้เราเห็นว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานสูงเทียบเท่ากับ Intel Core i7-6900K แต่ถ้าเราไปดูภาพรวมของในด้านแพลตฟอร์มแล้วเราก็จะพบว่าแพลฟอร์มที่ Ryzen 7 ใช้งานอยู่นั้นไม่สามารถที่จะนำมาเทียบกับ แพลตฟอร์มที่ Core i7-6900K ใช้งานได้เลย จริงอยู่ที่ตัวซีพียูอาจจะให้ประสิทธิภาพได้ดีกว่า แต่ในด้านการใช้งานจริง การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ การใช้งานพอร์ต PCIe นั้นก็มีข้อจำกัดและยังไม่จัดว่าเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ HEDT อย่างแท้จริง แม้ว่าตัวซีพียู Ryzen 7 1800X จะมีศักยภาพเพียงพอก็ตาม

ในเรื่องนี้เอเอ็มดีเองก็ทราบดีและเตรียมการสำหรับ HEDT ไว้แล้ว แต่ว่าเลือกที่จะไม่พูดถึง แต่กลับไปพูดถึงแพลตฟอร์มประสิทธิภาพสูงในระดับเซิร์ฟเวอร์ของซีพียู “Naples” (ซีพียูสถาปัตยกรรม Zen สำหรับเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ) แทน และในตอนนี้เราก็ได้เห็นข้อมูลเบื้องต้นของซีพียู Ryzen 9 ที่จะมาพร้อมกับแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Whitehaven และนี่แหละจะเป็นแพลตฟอร์ม HEDT ของจริงชุดแรกจากเอเอ็มดีที่จะมาขึ้นสังเวียนสู่กับซีพียู Core i9 ที่จะมาพร้อมกับแพลตฟอร์ม Basin Falls ของอินเทล

เอาละ…เกริ่นนำมาซะยืดยาวตอนนี้มาเข้าประเด็นการเปรียบเทียบกันดีกว่าครับ…อ้อแล้วก็อย่าเพิ่งเบื่อรูปสองรูปด้านล่างนี้นะครับ เพราะนี่เป็นเพียงข้อมูลเดียวที่บอกให้เราทราบว่าแพลตฟอร์มของ AMD กับ Intel ในตลาด HEDT จะมีอะไรมาปะทะกันบ้าง

 

เอเอ็มดีกับทางเลือกในการใช้งานที่มากกว่า

ถ้าดูจากตารางสเปคที่หลุดออกมาในช่วงสองสามวันนี้ เราก็จะเห็นได้ว่าทางฝั่ง AMD นั้นมีทางเลือกให้เราได้มากกว่าอย่างชัดเจน โดย Ryzen 9 ชุดแรกนั้นจะมีให้เราเลือกใช้งานถึง 9 รุ่นด้วยกัน เริ่มตั้งแต่รุ่นเล็กสุดก็คือ 10C/20T, 12C/24T, 14C/28T ไปจนถึงรุ่นท็อปสุด 16C/32T  ในขณะที่ฝั่งอินเทลมีซีพียูให้เลือกใช้เพียง 4 รุ่นเท่านั้น และแต่ละรุ่นก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ เป็นรุ่น 6C/8T, 8C/16T, 10C/20T และ 12C/24T ถ้าคนที่เลือกใช้ทางฝั่งอินเทลก็คงจะตัดสินใจได้ง่ายเพราะดูจำนวนคอร์จำนวนเธรดที่ต้องการใช้งานก็จบละ

ในขณะที่ฝั่งเอเอ็มดีถ้าคุณเลือกรุ่น 10C/20T ก็ต้องมาดูอีกว่าจะเอารุ่น 3.1GHz หรือ 3.6GHz หรืออย่างในรุ่น 12C/24T ก็มีให้เลือกถึงสามรุ่น แต่ก็มีข้อดีตรงทีเราสามารถเลือกระดับความแรงได้ตามงบประมาณ เราคิดว่าเอเอ็มดีทำออกมาแบบนี้เพื่อสู้ในระยะยาวครับ เพราะเอเอ็มดีเองมีแผนที่จะใช้สถาปัตยกรรม Zen นี้ค่อนข้างยาว ในขณะที่อินเทลแม้ว่ายังไม่เปลี่ยนแพลตฟอร์มแต่เราก็คาดว่าน่าจะมีซีพียูรุ่นใหม่ ๆ ตามออกมาอีกอย่างแน่นอน

และถ้าเราไปดูในรูปของแพลตฟอร์มของ AMD จะเห็นได้ว่าทางเอเอ็มดีได้ใส่ USB 3.1 แบบ Native ไว้ในตัวซีพียูด้วยเลยทำให้เชื่อมต่อได้เร็วสุด ๆ ในขณะที่แพลตฟอร์มของ Intel เรากลับไม่เห็น USB 3.1 มาพร้อมกับซีพียูหรือชิปเซตเลย คงจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตเมนบอร์ดในการจัดหามาให้ครับ

DDR4 Memory Quad-Channel อินเทลไม่มีปัญหาแต่เอเอ็มดีต้องพิสูจน์

ด้านหน่วยความจำทั้งคู่รองรับการทำงานแบบ Quad-Channel แม้ว่าสเปคเบื้องต้นของ AMD จะบอกว่ารองรับ DDR4-3200 และ Intel รองรับ DDR4-2666 แต่ในทางปฏิบัติก็เป็นไปได้ว่าเมนบอร์ดแฟลตฟอร์มของ Core i9 ก็น่าจะปรับความเร็วให้ทะลุเกินระดับ 3200+ ได้ และที่ผ่าน ๆ มาตรงนี้เพลตฟอร์มของ Intel ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าทำได้ง่ายและไม่มีปัญหา

ส่วน DDR4-3200 ของ AMD ที่ฝากไว้กับ Ryzen 7 และ Ryzen 5 ไม่สู้ดีนัก เพราะทั้งแรมและเมนบอร์ดต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน ต้องรออัปเกรดไบออสกันหลายรอบทำให้หลายคนยังหวั่นใจว่าถึงเวลาแล้ว Ryzen 9 จะแก้ไขปัญหาเรื่องหน่วยความจำได้หมดหรือยัง แต่ดูแนวโน้มก็ดูดีขึ้นแล้วครับ ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะตอนนี้เมนบอร์ดสำหรับ Ryzen 7 และ Ryzen 5 ต่างก็มีไบออสรุ่นใหม่เพื่อทำให้รู้จักกับหน่วยความจำเพิ่มขึ้นกันทุกยี่ห้อแล้ว และเอเอ็มดีเองก็คงจะได้รับบทเรียนเรื่องนี้มาพอสมควรแล้วเช่นกัน แต่ในแง่ของผู้ใช้ก็คงจะต้องรอให้เอเอ็มดีพิสูจน์เรื่องนี้ก่อนละครับถึงจะเชื่อใจกัน

จำนวน PCIe Lanes

ใน Ryzen 7 ถูกบ่นอย่างมากในเรื่องของ PCIe lanes ที่มีน้อยไป เพราะเป็นซีพียูแบบ 8 คอร์ 16 เธรด แต่กลับมี PCIe lanes เพียง 20 lanes เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถใช้งานกราฟิกการ์ดในแบบ 16X+16X ได้ทั้ง ๆ ที่ซีพียูมีพลังมากพอ แต่นั่นก็เป็นเพราะความตั้งใจของเอเอ็มดีเองที่จะจำกัดตัว Ryzen 7 ไว้เป็นซีพียูประสิทธิภาพสูงในระดับเมนสตรีม แต่เมื่อมาเป็น Ryzen 9 ทางเอเอ็มดีก็เพิ่มจำนวนของ PCIe lanes มาให้สูงถึง 44 lanes กันเลยทีเดียวแม้กระทั่งซีพียูรุ่นเล็กสุดของ Ryzen 9 ที่มี 10 คอร์ 20 เธรด ก็ยังมีถึง 44 lanes (ประชดกันใช่ไหม)

ในขณะที่ซีพียู Core i9 นั้นจะมีจำนวน PCIe lanes แปรผันไปตามความเร็วและประสิทธิภาพของซีพียู ประมาณว่าจ่ายมากได้มาก จ่ายน้อยได้น้อยครับ ดังนั้นบนเมนบอร์ดที่ทำงานร่วมกับซีพียู Core i9 ของอินเทลคุณจะสามารถใช้กราฟิกการ์ดแบบ Multi-GPU ได้แรงมากหรือน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับซีพียูที่เลือกใช้ด้วยนะครับ

ในขณะที่ฝั่งเอเอ็มดีมีแบนด์วิดธ์ให้กับการทำงานของ Multi-GPU อย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายประสิทธิภาพโดยรวมก็ยังต้องขึ้นอยู่กับตัวซีพียูด้วยอยู่ดี เว้นแต่คุณจะไปทำงานร่วมกับโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้แรงงานของซีพียูมากนัก (Ryzen 9 รุ่นเล็กก็ 10 คอร์ 20 เธรด แล้ว ไม่น่ามีปัญหา) ก็ต้องไปวัดการด้วยเรื่องการประมวลผลในส่วนอื่น ๆ ครับ

ประสิทธิภาพ

ในด้านประสิทธิภาพถ้าเราใช้ข้อมูลของ Ryzen 7 และ Ryzen 5 มาเทียบกับ Core i7 และ Core i5 ทั้ง Gen 6 และ Gen 7 โดยพื้นฐานการประมวลผลแบบคอร์ต่อคอร์ (Single Core Single Thread) ด้วยความเร็วที่เท่า ๆ กัน สถาปัตยกรรม “Zen Core” ยังไม่สามารถชนะ “Skylake/Kaby Lake” ได้แต่ก็ไม่ได้ถูกทิ้งห่างจนเทียบไม่ติด

ส่วนการทำงานแบบที่เปิดคุณสมบัติ Multi-Thread อันนี้ก็จะให้ผลแพ้ชนะสลับกันไปแล้วแต่โปรแกรมแล้วแต่แอปพลิเคชัน อันนี้ก็ต้องถือว่าเอเอ็มดีทำตัวสถาปัตยกรรม “Zen Core” มาได้ดีพอตัว ดังนั้นในเรื่องประสิทธิภาพเราก็คิดว่ายังคงเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก ว่าใครจะเหนือกว่ากันอย่างชัดเจน และเราก็คิดว่าผลของ Ryzen 9 กับ Core i9 ก็น่าจะออกมาไม่แตกต่างกันมากนัก ถ้าใช้ซีพียูรุ่นที่มีคอร์และความเร็วของ CPU Clock ที่เท่า ๆ กัน

แม้ว่า Core i9 จะใช้สถาปัตยกรรม Skylake ที่ออกมานานแล้วก็ตาม เพราะซีพียูรุ่นใหญ่ ๆ แบบนี้มีคอร์มีเธรดที่มาก รวมไปถึงได้รับการปรับปรุงการทำงานภายในต่าง ๆ มาแล้วถึงจะเป็นสถาปัตยกรรมเดิมแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นของเก่าแต่อย่างใดครับ ที่สำคัญคือการเพิ่มความเร็วด้วยคุณสมบัติ Turbo Boost นั้นก็ทำให้อินเทลสามารกเพิ่มความเร็วของ Clock Speed ได้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับซีพียู Ryzen ของเอเอ็มดีที่มีเทคโนโลยี  SenseMI แม้ว่าจะพัฒนาขึ้นมาใหม่แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ซีพียูสามารถเร่ง Clock Speed ขึ้นไปให้สูงมากได้เมื่อเทียบกับอินเทล ซึ่งตรงนี้เองเอเอ็มดีก็คงต้องพัฒนาต่อไปครับ

ความร้อนและการใช้พลังงาน

ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่องการเพิ่มความเร็วของซีพียูทั้งสองค่ายที่เป็นเทคนิคการเพิ่มความเร็วโดยอาศัยการใช้ TDP มาเป็นตัวกำหนด แล้วก็ขอเข้าเรื่องไปพูดถึงการใช้พลังงานเลยก็แล้วกันครับ

ค่า TDP ที่ระบุอยู่ด้านท้ายตารางของซีพียูนั้นย่อมาจากคำว่า Thermal Design Power หรือบางตำราก็เรียก Thermal Design Point คือค่าความร้อนของซีพียูรุ่นนั้นจะสามารถสร้างออกมาได้ในระหว่างการทำงาน และผู้ผลิตฮีตซิงค์ก็จะนำค่านี้มาคำนวณเพื่อออกแบบชุดระบายความร้อนให้เหมาะสมกับซีพียูในแต่ละรุ่น และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมซีพียูต่างรุ่นกันจึงใช้ฮีตซิงค์ขนาดที่เท่า ๆ กันได้ ก็เป็นเพราะว่าค่า TDP สูงสุดที่ซีพียูเหล่านั้นสร้างได้อยู่ในระดับเดียวกันนั่นเอง

แน่นอนว่าค่าความร้อน TDP ที่เกิดขึ้นนี้มันจะไปสัมพันธ์กับอัตราการใช้พลังงานด้วย แต่น่าเสียดายที่ผู้ผลิตซีพียูมักไม่ค่อยระบุมาให้ เราต้องไปดูจาก Data Sheet ของซีพียูแต่ละรุ่นเอง และก็น่าเสียดายอีกเช่นกันที่ Data Sheet เหล่านี้ก็หาได้ค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะทางฝั่งเอเอ็มดีนี่บอกตรง ๆ ว่าหาแทบไม่ได้เลย โดยทั่วไปอัตราการใช้กำลังไฟฟ้าของซีพียูถ้าจะเทียบกับค่า TDP ที่มีหน่วยเป็น “วัตต์” เหมือนกัน ก็จะมีค่าความต่างกันอยู่โดยทั่วไปสัก 20%-30% เช่นถ้าซีพียูมีค่า TDP 100 วัตต์ อัตราการใช้กำลังไฟฟ้า ก็จะอยู่ที่ประมาณ 70-80 วัตต์ โดยประมาณ (แต่นี่ก็เป็นข้อมูลนานมากแล้วครับไม่รู้ว่ายังใช้ได้กับซีพียูในยุคปัจจุบันหรือไม่) แม้ว่าค่าการใช้พลังงานเหล่านี้เป็นค่าสูงสุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าซีพียูจะใช้พลังงานในระดับนี้อยู่ตลอดเวลานะครับ เพราะซีพียูจะใช้กำลังไฟฟ้ามากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของซีพียูด้วยครับ

ถ้าดูจากตารางเปรียบเทียบสเปคเราก็จะเห็นได้ว่าซีพียูของเอเอ็มดีและอินเทลก็จะใช้กำลังไฟฟ้าไม่ต่างกันครับ จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับคอร์กับเธรดเท่านั้นเอง ในภาพรวมก็ถือว่าพอ ๆ กันครับ และถ้าถามว่าค่า TDP ที่ 140+ วัตต์ นี้สูงหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ครับและนี่เป็นค่า TDP ของซีพียูในกลุ่ม HEDT มาตั้งแต่ยุคแรกแล้วครับ เท่ากับว่าเราใช้พลังงานเท่าเดิมแต่ได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นครับ ไว้ว่าง ๆ จะมาพูดเรื่องการใช้พลังงานและค่าความร้อนของซีพียูแบบละเอียด ๆ กันอีกสักรอบครับ

ชุดคำสั่ง AVX2 VS AVX-512

ในช่องท้ายสุดของตารางสเปคจะมีช่องที่เขียนว่า “Extension” ตรงนั้นหมายถึงชุดคำสั่งพิเศษที่เพิ่มเข้ามาครับ ใน Ryzen 9 รวมไปถึง Ryzen อื่น ๆ ก่อนหน้านี้ได้มีการเพิ่มชุดคำสั่ง AVX2 เข้ามาไว้ในซีพียูด้วย ส่วนซีพียู Core i9 ของอินเทลได้เพิ่ม AVX-512 เข้ามา ในขณะที่ AVX2 เดิมก็ยังคงอยู่

AVX ย่อมาจากคำว่า Advance Vector Extension เป็นชุดคำสั่งพิเศษที่เพิ่มเติมออกมาจากชุดคำสั่งแบบ x86 มาตรฐานที่พัฒนาขึ้นมาโดยอินเทล แต่เอเอ็มดีก็สามารถนำมาใช้งานได้เช่นกันครับเพราะว่าซื้อ License มาเรียบร้อยแล้ว จริง ๆ แล้วทั้งอินเทลและเอเอ็มดีต่างก็คือ License เกี่ยวกับชุดคำสั่งข้ามกันไปข้ามกันมาเป็นเรื่องปกติอย่างเช่นชุดคำสั่ง x86_64 หรือที่อินเทลเรียกว่า EM64T นั้นทางเอเอ็มดีก็เป็นผู้พัฒนาเสริมขึ้นมา

AVX นั้นจะมีทั้งส่วนที่เป็นชุดคำสั่งและส่วนที่เป็นฮาร์ดแวร์ที่เรียกว่า Register ซึ่งมีลักษณะการทำงานเหมือนกับหน่วยความจำประเภทหนึ่งแต่ว่ามีหน้าที่แบบเฉพาะเจาะจงเพื่อรองรับกับคำสั่งที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษ สำหรับการประมวลผลชุดคำสั่ง AVX นั้นทั้งหมดก็เป็นเรื่องการคำนวณทางตัวเลขในแบบ Vector เป็นเลขแบบทศนิยม ซึ่งชุดคำสั่งเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันงานทางด้านมัลติมีเดีย (ภาพ/เสียง) เป็นหลัก การเพิ่มคำสั่ง AVX เข้ามาจะช่วยลดความยุ่งยากในการพัฒนาแอปพิลเคชันและทำงานได้รวดเร็วกว่าเพราะเป็นคำสั่งโดยเฉพาะ

AVX รุ่นแรกมีความกว้างของข้อมูลสูงสุดได้ที่ 128bit และใน AVX2 ก็จะเพิ่มความกว้างของข้อมูลสูงสุดได้ที่ 256bit และใน AVX-512 ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่สามนี้ก็จะรองรับความกว้างของข้อมูลได้ถึง 512bit

ใน Core i9 ทางอินเทลนั้นได้เพิ่มการรองรับชุดคำสั่งของ AVX-512 เข้ามาด้วย ในขณะที่เอเอ็มดี Ryzen 9 ยังคงใช้ AVX2 เท่านั้นเอง และการที่อินเทลได้ใส่ชุดคำสั่งแบบ AVX-512 เข้ามานั้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมากกับงานด้านมัลติมีเดียซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ในเว็บไซต์ของอินเทลเองเคยเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการทำงานด้วยชุดคำสั่งแบบ AVX2 เทียบกับ AVX-512 ปรากฏว่าให้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกันตั้งแต่ 1 เท่า ไปจนถึงระดับ 7 เท่า ก็มี ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและชุดคำสั่งที่ใช้ (เทียบจากซีพียูอินเทลด้วยกันเอง) โดยงานที่ทำในครั้งนั้นเป็นการจำลองเรื่องการประมวลผลภาพเช่นการใส่ฟิลเตอร์ใส่เอฟเฟคให้กับภาพถ่าย

คำสั่งทางด้าน AVX นี้ถูกนำไปใช้งานในแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องงานทางด้านมัลติมีเดีย ทั้งในด้านภาพและเสียง ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้ใช้งานตามบ้านทั่วไปเองในยุคปัจจุบันก็สามารถใช้ประโยชน์จากชุดคำสั่งเหล่านี้ได้พอ ๆ กันกับผู้ใช้งานในระดับมืออาชีพแล้วเพราะแอปพลิชันด้านมัลติมีเดียส่วนใหญ่ก็จะใช้ประโยชน์จากชุดคำสั่งด้าน AVX เป็นสำคัญเพราะเริ่มเป็นชุดคำสั่งมาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวซีพียูส่วนจะเป็นเวอร์ชันอะไรนั้นเดี๋ยวตัวโปรแกรมจะปรับให้เข้ากับการทำงานเอง แน่นอนว่า AVX2 จะให้ประสิทธิภาพดีกว่า AVX รุ่นแรก และ AVX-512 ก็จะให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีที่สุด และถ้าเราไปเจอกับแอปพลิเคชันที่สามารถเรียกการใช้งานของ AVX-512 ได้ ก็มีแนวโน้มว่าซีพียู Core i9 จะสามารถให้ประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีกว่าอย่างแน่นอน อันนี้เป็นการได้เปรียบไปแบบเต็ม ๆ ครับ จะเรียกว่าเป็นท่าไม้ตายของ Core i9 เลยก็ว่าได้

 

ส่งท้าย…

ก็อย่างที่บอกครับว่านี่เป็นการเปรียบมวย…เราคงยังไม่รู้ผลจนกว่าทั้งคู่จะได้ขึ้นชกกันจริง ๆ และที่สำคัญคือเราเปรียบเทียบอยู่บนข้อมูลที่เป็นแบบข่าวลืออีกต่างหาก และยังมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ยังไม่ทราบ…(จะว่ามโนเอาเองก็ได้ครับ…ฮา)

แม้ในวันนี้เราอาจจะยังไม่สามารถคาดเดาหรือประเมินเรื่องของประสิทธิภาพจากซีพียูทั้งสองค่ายได้อย่างชัดเจนนัก แต่ก็พอจะบอกได้ว่าแพลตฟอร์ม “Whitehaven” ของเอเอ็มดี กับแพลตฟอร์ม “Basin Falls” ของอินเทลนั้น ภาพรวมก็จัดได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกันแล้วละครับ สามารถแข่งกันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อครับ งานนี้ก็ต้องรอดูว่าฝูงซีพียูมากมายของ Ryzen 9 ที่มีชื่อรหัสว่า “Threadripper” จะสามารถสยบผู้สืบสานตำนานความแรงอย่างซีพียู Core i9 ทั้ง 4 รุ่นจากอินเทลได้หรือไม่…นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดครับ

 

You may also like...