ASUS UX430U โน้ตบุ๊กหน้าจอ 14 นิ้ว ในร่าง 13 นิ้ว บางกว่า แรงกว่า ใช้งานได้นานต่อเนื่องกว่า

ASUS UX430 Series ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในงาน COMPUTEX 2017 เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นไม่นานโน้ตบุ๊ก ASUS UX 430U ก็ถูกส่งเข้ามาทำตลาดในบ้านเราอย่างรวดเร็วและเราก็เชื่อว่ามีหลายคนที่ได้เป็นเจ้าของโน้ตบุ๊กรุ่นนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนคนที่กำลังมองหาโน้ตบุ๊กแบบบางเบา ประสิทธิภาพสูง พบพาออกไปใช้งานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่ ASUS UX430U ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในเวลานี้ครับ

รูปลักษณะภายนอก

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า Ultrabook มาบ้าง โดย Ultrabook นั้นเป็นคอนเซปต์เป็นแพลตฟอร์มการออกแบบโน้ตบุ๊กที่บางบางอีกระดับคือบางเบากว่าโน้ตบุ๊กในกลุ่ม Ultra-Thin ด้วยซ้ำไป ซึ่ง ASUS UX430U รุ่นนี้ก็ใช้พื้นการของแพลตฟอร์ม Ultrabook นี้มาผสานกับการออกแบบตามสไตล์ Zenbook ของ ASUS ซึ่งเราก็คงจะได้เห็นความเพรียบบางของ Zenbook รุ่นก่อนหน้ามากันชินตาแล้ว แต่ว่า ASUS UX430U นั้นมีการออกแบบที่ก้าวหน้าขึ้นไปอีก เช่น การออกแบบให้มีจอภาพใหญ่ได้ถึง 14 นิ้ว ซึ่งแพตลฟอร์มเดียวกันนี้รุ่นก่อนสามารถใช้จอภาพได้ที่ 13 นิ้ว เท่านั้น นั่นหมายความว่าเราพกพาโน้ตบุ๊กที่ยังคงมีความบางเฉกเช่นเดิม แต่เพิ่มเติมด้วยหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นให้ภาพที่เต็มตายิ่งกว่าเดิม

จอภาพขนาด 14″ ที่ยังคงใช้ตัวเครื่องที่เท่ากันกับรุ่นที่มีหน้าจอ 13″ ด้วยการลดความหนาของขอบจอภาพ และจอภาพรุ่นใหม่

จอภาพที่ใช้แสดงความละเอียดสูงสุดได้ที่ 1920×1080 หรือ Full HD ให้มุมมองที่กว้างถึง 178 องศา ที่สำคัญจอภาพรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับเทคโลโยี ASUS Eye Care ซึ่งเป็นการช่วยลดแสงสีฟ้าจากหน้าจอ รวมถึงรองรับ 100% sRGB อีกด้วย

 

ปุ่มตัวอักษรหลัก ๆ มีขนาดใหญ่พิมพ์ได้สะดวกเหมือนกับใช้งานคีย์บอร์ดของเดสก์ท็อป แต่ด้วยพื้นที่ที่จำกัดทำให้ต้องออกแบบปุ่มฟังก์์ชันต่าง ๆ ต้องใช้งานร่วมกับปุ่มอื่น ๆ ซึ่งก็เป็นปกติเหมือนกับโน้ตบุ๊กทั่วไป นอกจากนี้ขนาดของทัชแพดก็มีขนาดใหญ่ใช้งานได้คล่องตัว พร้อมด้วยอุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือเพืื่อเสริมความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล

 

สำหรับในยามค่ำคืนคุณสามารถเปิด LED ที่คีย์บอร์ดเพื่อช่วยในการมองเห็นและทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

 

มองทางด้านข้างจะเห็นว่าตัวเครื่องจริง ๆ มีขนาดที่ค่อนข้างบางมาก และในทางด้านซ้ายของตัวเครืื่องก็จะมีพอร์ต USB 3.0 พอร์ต Micro HDMI ช่องสำหรับต่อไมโครโฟนและหูฟัง พร้อมด้วยพอร์ต USB Type-C

 

ทางด้านขวาของตัวเครื่องจะมีพอร์์ตไม่มากนักมีแค่พอร์ต USB กับช่องสำหรับอ่านการ์ดหน่วยความจำเท่านั้น ดังนั้นถ้าใครมีอุปกรณ์ต่อพ่วงภายนอกหลายชิ้นก็คงจะต้องจัดหา USB Hub มาใช้งานเพิ่มเติมครับ

 

สำหรับคนที่ต้องการพอร์ต LAN ทาง ASUS ก็ได้จัดเตรียมอะแดปเตอร์แปลงมาให้ด้วย พร้อมกันนั้นยังมีอะแดปเตอร์์สำหรับแปลงพอร์ต Micro HDMI เป็น HDMI มาให้อีกหนึ่งอัน

สเปคที่แรงเกินตัว

ตามปกติแล้วโน้ตบุ๊กที่มาในขนาดบางเบาแบบแพลตฟอร์ม Ultrabook นี้ ก็มักจะใช้ซีพียูรุ่นประหยัดพลังงานที่มีความแรงไม่มากนัก และมักจะมาพร้อมกับกราฟิกชิปแบบรวม (iGPU) แต่ว่า ASUS UX430U นั้นมาพร้อมกับซีพียู Core i7-7500U ซึ่งเป็นซีพียูแบบ 2 คอร์ 4 เธรด และยังมาพร้อมกับกราฟิกการ์ดแบบแยกของ NVIDIA รุ่น GeForce 940MX (VRAM 2GB) ส่วนหน่วยความจำหลักของตัวเครื่องใช้ DDR4-2133MHz ความจุ 8GB (Dual-Channel)

เมื่อซีพียู Core i7 กับ GeForce 940MX คือพลังสำคัญที่ทำให้ให้โน้ตบุ๊กรุ่นนี้มีประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกับงานด้านมัลติมีเดียได้ดีขึ้นกว่า Ultrabook รุ่นก่อนหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการตกแต่งภาพ หรือการตัดต่อวิดีโอ รวมไปถึงงานด้านกราฟิกอื่น ๆ เช่นทำภาพประกอบบนเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โน้ตบุ๊กรุ่นนี้รองรับได้อย่างสบาย เพราะโปรแกรมอย่างเช่น Photoshop, Lightroom, Premier และ Illustrator รวมไปถึงโปรแกรมด้านการตัดต่อวิดีโออื่น ๆ เช่น Vegas Pro และ Corel Video Studio ล้วนแต่สามารถใช้พลังของ GeForce 940MX มาช่วยในการประมวลผลได้อย่างสบาย ๆ ที่สำคัญคือตัวซีพียู Core i7-7500U เองก็มีความสามารถในการบูสความเร็วจาก 2.7GHz ไปได้สูงถึง 3.5GHz อีกด้วยนะครับ

สำหรับอุปกรณ์อีกอย่างที่สำคัญที่ช่วยให้ตัวเครื่องมีขนาดที่บางเบาและมีประสิทธิภาพสูงก็คือ SSD ความจุ 480GB ที่ให้อัตราการอ่านและเขียนข้อมูลในระดับ 500MB/s ขึ้นไป จึงทำให้การบูตเข้าสู่วินโดวส์ การเรียบแอปพลิเคชันต่าง ๆ ขึ้นมาทำงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

 

ผลทดสอบและการใช้งาน

ไปดูคะแนนจากการทดสอบด้วย GPGPU ของโปรแกรม AIDA64 กันก่อนเลยครับ ซึ่งการทดสอบนี้จะทำให้เราได้เห็นพลังดิบของซีพียูและกราฟิกที่อยู่ในโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ครับ โดยในภาพการทดสอบแรกนี้คะแนนในส่วนของ GPU นั้นจะขึ้นหัวข้อว่า 2 GPUs ซึ่งเป็นการรวมคะแนนทางด้าน GPGPU จากกราฟิกชิปทั้งสองตัวเข้าด้วยกันครับ ตัวแรกก็คือ Intel HD Graphics 620 ที่รวมอยู่ในตัวของซีพียูนั่นเอง ส่วนอีกหนึ่ง GPU ก็คือ GeForce 940MX ส่วนช่อง x64 CPU จะเป็นการประมวลของงานในลักษณะเดียวกันเพียงแต่เป็นการประมวลผลด้วยซีพียูที่ใช้ชุดคำสั่งแตกต่างไปจาก GPU ครับ สำหรับคะแนนของซีพียูที่ได้ออกมานั้นจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงพอตัวเลยนะครับแม้ว่าจะเป็นซีพียูแบบประหยัดพลังงานก็ตาม เรียกได้ว่าไม่เสียชื่อของ Core i7 เลย

ส่วนภาพทดสอบ GPGPU ด้านล่างนี้เป็นการแยกให้ดูประสิทธิภาพในการทำคะแนนของการประมวลผลด้าน GPGPU ของกราฟิกชิปทั้งสองครับ ซึ่งตามปกติถ้าเราใช้งานจากแบตเตอรีและการประมวลไม่ได้มีอะไรที่ต้องการประสิทธิภาพมากมายนักภาระในการแสดงผลจะอยู่ที่ iGPU หรือ Intel HD Graphics 620 ที่อยู่ในตัวซีพียูนั่นเอง เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน แต่ถ้าเมื่อไรแอปพลิเคชันที่เราใช้งานต้องการประสิทธิภาพในการทำงานของการแสดงผลที่สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแอปพลิเคชันด้านกราฟิกหรือแอปพลิเคชันอื่นที่สามารถใช้ CUDA Core มาช่วยในการประมวลผลกราฟิก GeForce 940MX ก็จะถูกเรียกให้ทำงานโดยอัตโนมัติครับ ซึ่งคะแนนของ GPU ทั้งสองนี้จะใช้พื้นฐานของชุดคำสั่งในการทำงานแบบเดียวกันครับ ส่วนคะแนนที่ได้ก็จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบและความถนัดในการประมวลผลของ GPU แต่ละตัวครับ

การทดสอบต่อมาเราใช้โปรแกรม Realbench ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จำลองการทำงานของงานด้านต่าง ๆ เช่นทำงานกราฟิกสำหรับตกแต่งภาพ การเข้ารหัสวิดีโอ (ซึ่งก็คือการจำลองการเรนเดอร์ไฟล์วิดีโอจากโปรแกรมตัดต่อวิดีโอครับ) การทดสอบด้าน OpenCL ก็จะเกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชันการทดงานอด้านกราฟิก การทดสอบเรื่อง Multitasking หรือการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ซึ่งคะแนนที่ได้นั้นก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเลยละครับ อย่างคะแนนในส่วนของ Image Editing นั้นสูงถึง 1.4แสน นี่ถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับโน้ตบุ๊กตัวเล็กที่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่ในการติดตั้งฮาร์ดแวร์แรง ๆ แบบโน้ตบุ๊กตัวใหญ่ ส่วนคะแนนอื่น ๆ ก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเช่นกันครับ และในระหว่างการทดสอบก็ไม่ได้พบปัญหาหรือข้อติดขัดใด ๆ ครับ แม้แต่การทดสอบในเรื่อง Multitasking ที่ต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน

ในด้านการใช้งาน หลายคนอาจจะสงสัยว่าที่เราพูดถึงการตัดต่อวิดีโอด้วยโน้ตบุ๊กเครื่องนี้จะไหวจริง ๆ เหรอ เราก็ต้องย้ำครับว่าไหวแน่นอน แต่ความเร็วคงจะสู้พวกโน้ตบุ๊กตัวใหญ่ ๆ หรือเดสก์ท็อปพีซีไม่ได้แน่ แต่เราคิดว่าคนที่ใช้งานด้านตัดต่อวิดีโอที่กับโน้ตบุ๊กเครื่องเล็ก ๆ แบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใช้ในกลุ่มที่ต้องการทำงานแบบเร่งด่วนที่มีโปรเจ็คไฟล์ขนาดไม่ใหญ่โตนัก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นไฟล์ในระดับ Full HD ซึ่งเครื่องนี้ถือว่าเอาอยู่ครับ และก็อย่างที่บอกไปครับว่าโปรแกรมตัดต่อวิดีโอส่วนใหญ่สามารถนำกราฟิกชิปมาช่วยในการประมวลผลได้ ซึ่งฮาร์ดแวร์ของโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ก็มีความพร้อมอยู่แล้ว ลองดูคะแนนจากการทดสอบด้วย PCMark 10 Extended ซึ่งเป็นการทดสอบทั้งประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการทำงานด้วยเวิิร์คโหลดที่หนักมากสำหรับโน้ตบุ๊กรุ่นนี้ แต่ก็สามารถทำงานและผ่านการทดสอบได้ครบทุกด้านอย่างไร้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นด้าน Gaming, Productivity และ Digital Content Creation ซึ่งก็เป็นการยืนยันในเรื่องประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการทำงานของโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

เราทดสอบระยะเวลาการทำงานด้วยแบตเตอรีโดยใช้โปรแกรม PCMark 8  โดยใช้หัวข้อการทดสอบ “Work accelerated” เป็นการจำลองการทำงานของแอปพลิเคชันด้านสำนักงาน อินเทอร์เน็ต และวิดีโอ โดยสามารถทำเวลาในการใช้งานได้ยาวนานถึง 4 ชั่วโมง 50 นาที ซึ่งในการใช้งานจริงเราคิดว่าสามารถอยู่ในระดับ 7-8 ชั่วโมงได้อย่างสบาย ๆ เรียกได้ว่าชาร์ตไฟเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

สำหรับอุณหภูมิในการทำงานของตัวเครื่องเมื่อสั่งเบิร์นด้วยโปรแกรม AIDA64 และเป็นการเบิร์นทั้งซีพียูและกราฟิกชิปไปพร้อม ๆ กัน ก็ทำให้เราเห็นว่าความร้อนของซีพียูจะอยู่ที่ 77 แต่ถ้าเป็นการทำงานทั่วไปและดู YouTube ความร้อนของซีพียูก็จะอยู่ในระดับ 40-45 องศาเซลเซียส เท่านั้น ถือว่าทำการระบายความร้อนได้เป็นอย่างดีแม้ว่าตัวเครื่องจะมีขนาดที่บางมาก ๆ ก็ตาม

สรุป

หากจะถามว่าโน้ตบุ๊กรุ่นนี้เหมาะครับใคร ด้วยรูปร่างและการออกแบบจาก ASUS ก็คงจะบอกได้ในตัวอยู่แล้วว่าเหมาะสำหรับคนที่ต้ัองพกพาโน้ตบุ๊กออกไปทำงานด้วยในทุก ๆ วัน ในแบบที่ต้องการประสิทธิภาพในการทำงานสูงในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ก็อย่างที่บอกไปในช่วงการทดสอบครับว่าประสิทธิภาพของโน้ตบุ๊กนี้ไม่ได้เป็นแค่โน้ตบุ๊ก้เพื่อดูหนังฟังเพลง พิมพ์เอกสาร เล่นโซเชียลแบบเก๋ ๆ แต่ประสิทธิภาพนั้นมีมากพอสำหรับงานครีเอทีฟที่ต้องการสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบกราฟิก หรือวิดีโอได้เลยครับ

You may also like...