PALiT GeForce GT 730 (2GB) การ์ดจอรุ่นประหยัด ยืนหยัดเพื่อคนงบน้อย

แม้ว่าตอนนี้ทาง NVIDIA จะเปิดตัวกราฟิกการ์ด GeForce GT 1030 มาเพื่อทดแทน GT 730 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า GT 730 จะถูกเก็บออกไปจากตลาดกราฟิกการ์ด เพียงแต่ถูกลดลำดับความแรงพร้อมทั้งปรับราคาลงมาเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความสามารถในการใช้งานร่วมกับแอปพิลเคชันในยุคปัจจุบันเท่านั้น

แน่นอนว่าตอนนี้ GT 730 คงไม่ได้ถูกวางตัวไว้เป็นกราฟิกการ์ดสำหรับการเล่นเกม และถ้าเราไปดูการออกแบบของ PALiT GeForce GT 730 ที่เรากำลังจะทดสอบกันในตอนนี้เราก็จะรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นกราฟิกการ์ดที่ออกแบบมาสำหรับสำนักงานทั่วไป และผู้ใช้ตามบ้านที่เน้นความบันเทิงทางด้านการรับชมภาพยนต์ และงานมัลติมีเดียอื่น ๆ มากกว่าการเล่นเกม เพราะตัวการ์ดถูกออกแบบมาในลักษณะของ Low-Profile ที่เน้นความประหยัดเป็นหลัก ความร้อนของตัวกราฟิกการ์ดเองก็ค่อนข้างน้อยจะเห็นได้ว่าใช้ฮีตซิงค์กับพัดลมขนาดเล็กก็เพียงพอแล้ว

ที่ตัวกราฟิกการ์ดมีช่องสำหรับต่อจอภาพมาให้ถึงสามแบบ VGA แบบดังเดิมสำหรับคนที่ต้องการอัปเกรดการ์ดเพื่อใช้กับเครื่องรุ่นเก่า สำหรับคนทำงานถ้าใครจะต่อจอภาพสองจอก็สามารถใช้คู่กับ HDMI หรือ DVI ก็ยังได้

เรายังคงย้ำทุกครั้งเวลารีวิวหรือแนะนำกราฟิกการ์ด GT 730 ว่ามีอยู่ด้วยกันสามรุ่นสามเจนเนอร์เรชัน GT 730 รุ่นแรกมี CUDA Core เพียง 96 คอร์ เท่านั้น ส่วนรุ่นที่สองเพิ่มมาเป็น 384 คอร์ เพิ่มขึ้นมาเยอะมาก แต่ว่ายังคงใช้งานร่วมกับหน่วยความจำ DDR3-64bit เท่านั้น แต่พอมาเป็น GT 730 รุ่นที่สามแม้จะมี CUDA Core 384 คอร์ แต่ว่าเปลี่ยนมาใช้หน่วยความจำแบบ GDDR5-64bit ที่ให้แบนด์วิดธ์สูงถึง 40GB/s และ PALiT GeForce GT 730 รุ่นนี้ก็คือ GT 730 ตัวล่าสุดแล้ว

ก็อย่างที่บอกครับว่า GT 730 นั้นถือว่าเป็นกราฟิกชิปที่เก่าแล้ว และกราฟิกการ์ด PALiT GeForce GT 730 นี้เราก็เคยทดสอบไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ในครั้งนี้วันนี้เราผ่านครึ่งปี 2017 มาแล้ว เราก็อยากทราบว่าเจ้ากราฟิกการ์ดอย่าง PALiT GeForce GT 730 ยังพอมีพลังไว้สำหรับการเล่นเกมได้อยู่บ้างหรือไม่ เราก็เลยลองนำ GT 730 มาจับคู่กับซีพียู Intel Pentium G4650 ซึ่งเป็นซีพียูรุ่นประหยัดระดับตำนานแบบ 2 คอร์ 4 เธรด มาทดสอบร่วมกับกราฟิกการ์ด PALiT GT 730 ดูสักตั้งว่าจะสามารถเล่นเกมที่ฮิต ๆ กันอยู่ในตอนนี้ได้บ้างหรือไม่

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ
  • CPU: Intel Pentium G4560 (3.5GHz, 2C/4T)
  • Mainboard: Biostar Racing Z270GT4
  • RAM: T-FORCE Dark DDR4 3000 (@2100MHz) 2x8GB
  • Graphics: PALiT GeForce GT 730 (2GB – GDDR5/64bit)
  • SSD: Deva’s 120GB / SATA 6.0Gbps
  • HDD: WD Green 2TB (5400rpm) /SATA 6.0Gbps
  • PSU: Antec High Current Pro Platinum 850W
  • Monitor: Philips 243V5 (FHD/24”)
  • OS: Windows 10 Pro (Insider Preview)

คุณสมบัติและการทำงานโดยทั่วไปของกราฟิกการ์ด PALiT GeForce GT 730 (2GB GDDR5)

การทดสอบ และผลการทดสอบ

สำหรับเกมที่จะทดสอบกันในครั้งนี้ก็ได้แก่ Blade & Soul, Overwatch, GTA V และ PUBG ใช่แล้วครับ PUBG ก็นำมาทดสอบด้วยเพราะว่าต้องมีคนถามอย่างแน่นอนว่า GT 730 เล่นเกมนี้ได้ไหม การเซ็ตอัปในเกมก็มีดังนี้ครับ

  • BnS (Blade and Soul): ใช้ความละเอียด 1920×1080 ปรับค่าความละเอียดในเกมที่ระดับ 4 ปิดคุณสมบัติ Anti-Aliasing
  • GTA V: สำหรับกราฟิกการ์ดระดับนี้ก็ต้องลดความละเอียดของภาพมาในระดับ 1280×720 หรือระดับ HD รายละเอียดของกราฟิกต่าง ๆ ปรับลงมาเป็น Normal ปิดคุณสมบัติที่เกี่ยวกับ Anti-Aliasing (ลดรอยหยักของภาพ) ทั้งหมด
  • Overwatch: สามารถปรับภาพที่ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 ได้ แต่รายละเอียดของภาพกับสเปคนี้แนะนำให้ปรับเป็น Medium
  • PUBG (Player Unknown’s Battlegrounds): สำหรับเกมนี้เรารู้ชะตากรรมดีครับ ไม่ต้องคิดมากกับความละเอียดและรายละเอียดของภาพ เราปรับความละเอียดมาที่ 1280×720 ส่วนรายละเอียดปรับมาที่ระดับ Very Low (ต่ำตมมาก)

ส่วนผลการทดสอบจะเป็นอย่างไรไปดูกันครับ

ก่อนไปอธิบายผลการทดสอบ เรามาทำความเข้าใจกับการอ่านค่าผลการทดสอบในครั้งนี้กันหน่อยครับ เนื่องจากโปรแกรมเกมเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมกับโปรแกรมทดสอบประสิทธิภาพในตัว สิ่งที่เราทำก็คือใช้โปรแกรม Fraps บันทึกการเล่นเกมเป็นเวลา 1 นาที เพื่อดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 1 นาทีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงของ FPS ไปอย่างไรบ้าง โดยค่าที่เราได้ออกมานั้นก็จะมีจำนวนเฟรมเรตเฉลี่ย ซึ่งเราแสดงด้วยข้อความ AVG. หรือ Average นั่นเอง ส่วนค่า 1.0% Low กับ 0.1% Low นั้นเป็นค่าเฉลี่ยของเฟรตต่ำสุดครับ คือเป็นการคิดค่าเฟรมเรตต่ำด้วยวิธีการเปอร์เซ็นไทล์ ซึ่งมันจะเป็นการตัดค่าเฟรมต่ำสุดแบบโง่ ๆ ออกไป เช่น 1 เฟรมต่อวินาที บางครั้งในช่วงเวลานั้นมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เรียกได้ว่าค่า 1.0% Low กับ 0.1% Low ที่ใช้นั้นเป็นการบอกภาพร่วมของเฟรมเรตต่ำที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เราเล่นเกมครับ เอาหล่ะเมื่อทราบเช่นนี้แล้วก็ไปดูผลการทดสอบได้

  • เกม BnS นั้นจะว่าไปก็ถือว่าปรับรายละเอียดของภาพสูงไปหน่อยเพราะเกมนี้แม้จะเป็นเกมออนไลน์ที่ดูเหมือนจะไม่ต้องการพลังของกราฟิกการ์ดมากนักแต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย แต่กว่าเราจะได้เห็นผลนั้นก็คงต้องลงดันไปตีบอสจึงจะได้ทราบว่าภาพกระตุกที่แท้จริงเป็นอย่างไร เพราะการเล่นในแมพทั่วไปเอฟเฟคของตัวละครในเกมมันมีไม่มากนัก แต่ในขณะไปตีบอสผู้เล่นทุกคนล้วนกดสกิลที่มีเอฟเฟคด้านกราฟิกมากมายพร้อมกัน ถ้าไม่ใช่การ์ดจอตัวแรงในระดับ GTX 750Ti ขึ้นไป ก็มีสิทธิตายท่ามกลางเอฟเฟคเหล่านั้นได้เลย ส่วนค่าเฟรมเรตที่เราทดสอบนี้เราก็ออกไปตีมอนสเตอร์ตามปกติครับไม่ได้ลงดัน ถ้าลงดันจริง ๆ กราฟิกที่ปรับไว้ที่ระดับ 4 อาจจะต้องถูกปรับลดลงมาอีกครับ แต่ในเบื้องต้นนี้การเล่นทั่ว ๆ ไป GT 730 ก็ให้เฟรมเรตที่ 35 FSP ถ้าต้องการเล่นลื่นกว่านี้ก็ต้องยอมปรับรายละเอียดของภาพลงมาอีกครับ

 

  • ทางด้านเกม GTA V บอกเลยครับว่าถ้าไม่ได้หน่วยความจำขนาด 16GB กับการเป็นซีพียูแบบ Dual-Core และมี Hyper-Threading ก็คงจะเล่นเกมนี้ไม่ไหวเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นเราก็ต้องลดความละเอียดของภาพลงมาที่ 720p (1280×720) และปรับรายละเอียดของภาพลงมาในแบบ Normal ทั้งหมด และปิดคุณสมบัติการลดรอยหยักของภาพทุกชนิดไปเลย ก็พอจะทำให้เล่นเกมนี้ได้ที่ระดับ 30 FPS

 

  • มาถึง Overwatch กันบ้าง เกมนี้จะว่าไปก็ไม่ได้ต้องความแรงของกราฟิกการ์ดมากนักเพราะเรายังสามารถปรับความละเอียดของภาพได้ในระดับ 1080p ส่วนรายละเอียดของภาพก็ปรับได้ในระดับ Medium ซึ่งถือว่าดีมากแล้วครับสำหรับกราฟิกการ์ดรุ่นเล็ก ๆ ขนาดนี้ ในระหว่างการเล่นก็คล่องตัวดีครับ โดยเราสามารถเล่นเกมนี้โดยมีเฟรมเรตในระดับ 50 FPS แม้แต่ในช่วงเฟรมต่ำก็ยังอยู่แถว ๆ 30 FPS ซึ่งถือว่าดีมาก แต่ถ้าต้องการแบบลื่น ๆ และ FPS สูงกว่านี้ก็คงต้องลดรายละเอียของภาพมาในระดับ Low ครับ

 

  • เกมสุดท้าย PUBG เกมนี้มีความต้องการฮาร์ดแวร์มากเป็นพิเศษครับ ไม่ว่าจะเป็นซีพียู กราฟิกการ์ด หน่วยความจำ และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล นี่ยังไม่นับตัวเกมอีกด้วยว่ายังพัฒนาไม่เสร็จยังมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ถ้าใครได้ลองเล่นเกมนี้มาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการเปิดตัวเทียบกับตอนนี้ก็ต้องบอกว่าตัวเกมปรับไปเยอะแล้ว มีการเรียกใช้ทรัพยากรทางด้านฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสมมากขึ้นกว่าช่วงแรก ๆ มากครับ เอาหล่ะมาดูเฟรมเรตของเกมนี้กันครับ ตัวเลขที่ได้คือ 29 FPS และเฟรมเรตในระดับต่ำก็อยู่แถว ๆ 20 FPS งานนี้ต้องบอกเลยว่าอยู่ยากครับ เพราะนี่เราปรับภาพมาที่ความละเอียด 720p แล้ว แถมยังติดตั้งตัวเกมลงใน SSD เพื่อช่วยให้โหลดแมพและเท็กซ์เจอร์ต่าง ๆ ของเกมได้เร็วขึ้นแล้วก็ตาม สำหรับเราก็คงไม่แนะนำครับ เป็นการทดสอบมาให้ดูเฉย ๆ เพื่อตอบสนองความอยากรู้ของใครหลาย ๆ คนรวมถึงเราเองด้วยครับ

 

ภาพรวมของการทดสอบในครั้งนี้ต้องบอกว่าโหดร้ายกับกราฟิกการ์ดรุ่นเล็ก ๆ นี้อยู่พอสมควร แต่ก็เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยของใครหลาย ๆ ที่กำลังมองหากราฟิกการ์ดด้วยงบประมาณที่จำกัดมาก ๆ มาเล่นเกมครับ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าสเปคที่เราใช้ทดสอบนั้นแม้ว่าจะเป็น Pentium G4560 แต่เราก็ใช้หน่วยความจำถึง 16GB และใช้ SSD 120 เสริมการทำงานอีกด้วย โดยเฉพาะกับเกม PUBG ที่เราติดตั้งตัวเกมไว้ในไดร์ฟ SSD ไม่ได้ติดตั้งลงใน HDD เหมือนกับเกมอื่น ๆ ที่ทดสอบ

แต่ถ้าเป็นเกมออนไลน์แนว MOBA อย่าง LOL หรือ DOTA กราฟิกการ์ดรุ่นนี้ก็ยังรองรับการใช้งานได้อย่างสบาย ๆ ครับไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ส่วนคนที่ทำงานด้านกราฟิกเช่นการใช้งานโปรแกรมในกลุ่ม Adobe CC ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Lightroom และ Illustrator ก็ยังคงใช้กราฟิกการ์ด PALiT GT 730 รุ่นนี้มาช่วยเร่งการประมวลผลได้ครับก็ถือว่าดีกว่าการ์ดใช้กราฟิกการ์ดออนบอร์ดอย่างมาก เพราะว่าไม่ต้องไปแชร์หน่วยความจำหลักมาเป็นหน่วยความจำสำหรับการแสดงผลนั่นเอง และแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ของ Adobe CC ก็มีการดึงประสิทธิภาพของ CUDA Core ที่อยู่ใน GT 730 ออกมาใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ

ส่งท้าย

เอาเป็นว่าสำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัดเพื่อใช้เล่นเกมออนไลน์ หรือจะหากราฟิกการ์ดสำรองมาไว้ใช้งานหรือจะใช้งานอย่างจริงจัง (ไม่เล่นเกมจริง ๆ นะ) PALiT GeForce GT 730 (2GB GDDR5) นี้ก็ถือว่าลงตัวคุ้มค่ามากครับ ด้วยราคาเพียง 1,780 บาท เท่านั้นเอง ส่วนใครที่ต้องการกราฟิกการ์ดที่ประสิทธิภาพสูงกว่านี้เพื่อใช้เล่นเกมเราก็แนะนำว่าลองดูที่ PALiT GTX 1050 ขึ้นไปก็จะเหมาะสมกว่า

 

You may also like...