PIONEER USB-C portable SSD (APS-XS02) ความแรงที่พกพาได้ง่าย

ตามปกติเราจะคุ้นเคยกับชื่อ “PIONEER” ในด้านของเครื่องเสียงบ้าน หรือเครื่องเสียงพร้อมระบบมัลติมีเดียในรถยนต์ในระดับไฮเอนต์ หรือถ้าใครมีโอกาสได้ใช้งานแผ่นบันทึกภาพยนตร์ระบบเลเซอร์ หรือที่เรียกกันติตปากว่าเลเซอร์ดิสก์นั้นก็คงจะคุ้นเคยกับชื่อของ PIONEER กันเป็นอย่างดีว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกระบบการบันทึกข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์ หรือจะเรียกว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการเก็บข้อมูลแบบดิจิทัลก็ได้ เพียงแต่ไม่ได้ใช้กับข้อมูลสำหรับการใช้งานของคนทั่วไปเท่านั้นเอง

และทาง PIONEER ก็ไม่ได้มีธุรกิจเฉพาะอุปกรณ์ทางด้านความบันเทิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีสายงานด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมถึงการผลิตอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์อีกด้วย ส่วนอุปกรณ์ชิ้นแรกจาก PIONEER ที่เราได้รับมาทดสอบก็คือโซลิดสเตจไดร์ฟแบบพกพารุ่น APS-XS02 ซึ่งเป็นไดร์ฟ SSD ที่ใช้อินเทอร์เฟซแบบ USB-C Gen 2

เทียบขนาดกับ SSD แบบปกติที่ใช้อินเทอร์เฟซ SATA

ตัวไดร์ฟเชื่อมต่อด้วยพอร์ต USB-C หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ USB Type-C

PIONEER APS-XS02 เป็นไดร์ฟ SSD ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดอย่างมาก มีขนาดเพียง 65x45x10.5 มิลลิเมตรเท่านั้น มีขนาดเล็กกว่าไดร์ฟ SSD ขนาด 2.5 นิ้ว ที่เราใช้งานกันอยู่ทั่วไปประมาณครึ่งหนึ่งแต่จะมีความหนามากกว่าเล็กน้อย ส้่วนความจุนั้นจะมีใช้เลือกใช้ทั้งรุ่น 120GB และ 240GB ส่วนรุ่นที่เราจะทดสอบในวันนี้เป็นรุ่น 240GB ครับ

อุปกรณ์ที่มีมาให้คือ สาย USB-C to USB-A และคอนเน็ตเตอร์ USB-C to USB-A เพื่อใช้แปลงคอนเน็ตเตอร์ USB-A ของสายให้เป็น USB-C ทั้งสองด้าน

 

Capacity 120GB/240GB
Interface USB-C gen2 interface
Dimension 65*45*10.5 mm
Weight 29.5 g
OS Support Windows 7 or later ; Mac OS x 10.6 or later
Read (MAX) 480 MB/s
Write (MAX) 400 MB/s
Contents – USB-C SSD*1

– USB-C to A Cable*1

– USB-A to C Adapter*1

– Instruction Manual and Warranty*1

ข้อมูลทางด้านเทคนิคของ SSD เมื่อตรวจสอบด้วย CrystalDiskInfo

การทดสอบ

ก่อนอื่นต้องขออภัยคุณผู้อ่านครับเนื่องจากเราหาพีซีหรือโน้ตบุ๊กที่ใช้อินเทอร์เฟซ USB 3.1 Gen 2 (10Gbps) ไม่ได้เลย (ในวันทดสอบ) เราจึงต้องทดสอบร่วมกับพีซีที่ใช้เพียงพอร์ต USB 3.1 Gen 1 (5Gbps) เท่านั้น อย่างไรก็ตามแม้เราจะไม่ได้ทดสอบกับพอร์ต USB 3.1 Gen 2 แต่ผลทดสอบที่ได้ก็พอจะบอกถึงประสิทธิภาพในการทำงานของ PIONEER APS-XS02 ได้พอสมควรครับ โดยสเปคของทางผู้ผลิตระบุว่าสามารถทำความเร็วในการอ่านสูงสุดได้ที่ 480MB/s และความเร็วในการเขียนหรือบันทึกข้อมูลสูงสุดได้ที่ 400MB/s เราจะมาดูกันว่าผลการทดสอบที่ได้เป็นอย่างไร

ขณะทำงานไฟ LED สีน้ำเงินจะกระพริบตามจังหวะการอ่านหรือเขียนข้อมูล ถ้าไม่มีการอ่านหรือเขียนข้อมูลไฟ LED จะสว่างเป็นสีน้ำเงิน

เครื่องที่ใช้ทดสอบ

  • CPU: AMD RYZEN 7 1700 (8C/16T, 3.0GHz/3.7GHz)
  • Mainboard: MSI B350 TOMAHAWK
  • RAM: Team Group UD4 3000MHz 32GB (8GBx4)
  • Graphics: NVIDIA GeForce GTX 1070 Founder Edition
  • SSD: Plextor PX-256M8PeG M.2 (256GB/Windows) / SanDisk SSD SATA 6.0Gbps 240GB
  • HDD: WD Red SATA 6.0Gbps 8TB
  • PSU: XFX PRO850W

เครื่องที่ใช้ในการทดสอบ: ตรวจสอบโดยใช้โปรแกรม HWiNFO64

 

ทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark (1GB/8GB/16GB/32GB)

 

ทดสอบด้วยโปรแกรม Anvil’s SSD Storage Utility (1GB/4GB/8GB)

ผลการทดสอบด้วย Anvil’s SSD จะให้ผลที่แตกต่างไปสักหน่อยครับ อาจจะเป็นเพราะว่ากระบวนการทดสอบที่ต่างกัน และความเร็วในการอ่านสามารถทะลุมาที่ความเร็วในระดับ 470MB/s-490MB/s อย่างน้อยก็ทำให้สบายใจได้ว่าเราสามารถทำความเร็วตามสเปคที่ระบุมาได้จริง ส่วนความเร็วในการบันทึกข้อมูลก็อาจจะสวนทางกับโปรแกรมอื่น ๆ สักนิดครับที่ทำได้ไม่สูงนักและอาจจะมีอาการแกว่งนิดหน่อยคือที่ความจุ 4GB บันทึกด้วยความเร็วที่ต่ำกว่าที่ความจุ 8GB

 

ทดสอบด้วยโปรแกรม AS-SSD Benchmark (1GB/3GB/5GB/10GB)

ผลการทดสอบของ AS-SSD ก็ออกมาในแนวทางเดียวกันกับ CrystalDiskMark และจะว่าไปแล้วตามปกติ AS-SSD นั้นปล่อยคะแนนการทดสอบค่อนข้างยากครับ โดยเฉพาะเมื่อทดสอบที่ข้อมูลขนาด 5GB และ 10GB แต่ SSD รุ่นนี้ก็ยังสามารถทำคะแนนการอ่านแบบต่อเนื่องได้เฉียด 400MB/s การเขียนก็เช่นกันอยู่ในระดับ 350MB/s อาจจะมีลบลงไปบ้างเพราะพอร์ตที่ใช้ แต่ภาพรวมก็ถือว่าดีมากครับ

 

สรุปหลังการใช้งาน

ถือว่าประทับใจครับกับประสิทธิภาพที่ได้จาก Pioneer USB-C portable SSD (APS-XS02) แม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้งานบนพอร์ต USB 3.1 Gen 2 ที่ SSD รุ่นนี้รองรับก็ตามแต่การใช้งานบนบอร์ด USB 3.1 Gen 1 ก็สามารถใช้งานและไดร์ฟก็แสดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างดีมากเลยทีเดียว ดังนั้นคนที่เครื่องไม่มีไดร์ฟ USB 3.1 Gen 2 ก็สามารถนำไดร์ฟ SSD รุ่นนี้ไปใช้งานได้ครับ รวมไปถึงคนที่ไม่มีพอร์ต USB-C ก็สามารถใช้ได้นะครับเพราะสายที่ให้มานั้นเป็นแบบ USB-C to USB-A ซึ่งก็คือพอร์ต USB ขนาดปกติที่เราคุ้นชินกันนั่นเองครับ หรือในกรณีที่คุณผู้อ่านมีสมาร์ทโฟนที่มีพอร์ต USB-C เราก็สามารถใช้สาย USB-C to USB-C มาต่อ SSD รุ่นนี้เข้าไปกับสมาร์ทโฟนได้โดยตรงเพื่อใช้เป็นไดร์ฟสำหรับเก็บข้อมูลหรือแบ็คอัปข้อมูลก็ยังได้ครับ จัดได้ว่าเป็น SSD ที่รวดเร็วและอเนกประสงค์มากครับ

You may also like...