Seagate FireCuda 510 Series M.2 PCIe NVMe (2TB) เร็วแรงทะลุ 3000MB/s

ตอนนี้ SSD ได้เข้ามาเป็นตัวเลือกหลักในการใช้งานแทนฮาร์ดดิสก์เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยความเร็วในการทำงานที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามเรื่องของความจุในการจัดเก็บข้อมูลของ SSD ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนยังคงจำเป็นต้องใช้งานควบคู่ไปกับฮาร์ดดิสก์ แต่ว่าตอนนี้ทางผู้ผลิต SSD หลายรายก็พยายามจะเพิ่มความจุให้กับ SSD มากขึ้นและในขณะเดียวกันก็ทำราคาลงมาให้จับต้องได้ง่ายเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน อย่างเช่นไดร์ฟ Seagate FireCuda 510 Series M.2 PCIe NVMe ที่เรากำลังจะทดสอบกันในวันนี้ก็มีความจุสูงถึง 2TB

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ

  • CPU: Intel Core i3-8100
  • GPU: Intel UHD Graphics 630
  • RAM: Kingston HyperX DDR4 2400MHz 8GBx2
  • Mainboard: ASRock B365M Phantom Gaming 4
  • SSD: Transcend TS512GME 220S (512GB) (Windows+Application)
  • PSU: Thermaltake Toughpower iRGB PLUS 850W Gold
  • OS: Windows 10 Pro (64-bit)

ตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคนิคด้วย AIDA64

FireCuda 510 ใช้ชิปควบคุมการทำงานของ Phison รุ่น PS5012-E12 ซึ่งเป็นชิปควบคุมการทำงานที่ออกแบบมาสำหรับ SSD ที่ใช้อินเทอร์เฟซแบบ NVMe PCIe Gen 3 x 4 โดยเฉพาะ และสามารถให้ความเร็วในการอ่านและเขียนแบบต่อเนื่องได้สูงสุดที่ 3400/3000 MB/s (ตามสเปคของ Phison) ส่วนความเร็วในการทำงานของตัวไดร์ฟทาง Seagate ระบุว่าเป็น 3450/3200 MB/s สำหรับชิปหน่วยความจำ NAND ที่ใช้เป็นของ Toshiba แบบ 64-layer BiCS 3D TLC NAND นอกจากนี้บนตัวไดร์ฟยังมาพร้อมกับหน่วยความจำ DDR ขนาด 2GB ที่ใช้เป็นหน่วยความจำแคชสำหรับการอ่านและเขียนข้อมูลอีกด้วย

DDR3 ขนาด 2GB ที่ทำหน้าที่เป็นแคช หรือ Buffer

สำหรับข้อมูลการทำงานอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็คือไดร์ฟรุ่นนี้จะมีช่วงอุณหภูมิการทำงานสูงสุดที่ 90 องศาเซลเซียส แต่ก็จะมีการเตือนเมื่ออุณหภูมิถึงระดับ 70 องศาเซลเซียส (ใช้ซอฟต์แวร์ร่วม) แต่ตัวไดร์ฟเองจะพยายามควบคุมให้อุณหภูมิการทำงานของไดร์ฟโดยรวมไม่เกิน 70 องศาเซลเซียส โดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาเสถียรภาพในการทำงาน อย่างไรก็ตามหากไดร์ฟมีอุณหภูมิสูง ชิปควบคุมก็อาจจะมีการปรับลดความเร็วลงมาบ้าง เพื่อไม่ให้ไดร์ฟมีความร้อนสูงเกินไปครับ

สำหรับการใช้งานจริงเมนบอร์ดหลาย ๆ รุ่นที่รองรับ M.2 NVMe PCIe Gen 3 x 4 ก็มักจะแถมฮีตซิงค์สำหรับ SSD มาบนเมนบอร์ดด้วยเลยเราก็ใช้ฮีตซิงก์ที่แถมมาใช้ลดความร้อนในการทำงานของ SSD ได้ครับ

SeaTools SSD ยูทิลิตีที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดมาเพื่อทำการตรวจสอบการทำงานของไดร์ฟ SSD จาก Seagate ได้ และยังสามารถทำงานร่วมกับ SSD ยี่ห้ออื่นเพื่ออ่านค่า S.M.A.R.T. ได้ ส่วนฟังก์ชันการทำงานอื่น ๆ ก็จะใช้ได้กับ SSD ของ Seagate เท่านั้น

ทดสอบด้วย CrystalDiskMark (1GB / 4GB / 16GB / 32GB) 

CrystalDiskMark ที่เราใช้ทดสอบนี้เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่มีโหมดการทดสอบที่หลากหลายกว่าเดิม แต่ในการทดสอบของเรายังคงเลือกรูปแบบปกติ (Defalt) แต่เพิ่มเติมตัวเลือก Mix ซึ่งเป็นการทดสอบแบบการและเขียนไปพร้อม ๆ กัน โดยใช้การอ่าน 70% และเขียน 30% 

การทดสอบด้วยข้อมูลขนาด 1GB, 4GB และ 16GB นั้น ความเร็วในการทำงานโดยรวมดูแล้วจะไม่ต่างกันมากนัก และสามารถทำความเร็วได้ตรงตามสเปคที่ระบุไว้คือ ส่วนการทดสอบด้วยข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในระดับ 64GB ก็จะเห็นได้ว่าความเร็วในการทำงาน Read/Write ก็จะลดลงมาพอสมควร แต่ถ้าเป็นคะแนนการทดสอบแบบ Mix ที่เป็นการอ่านและเขียนแบบต่อเนื่องพร้อมกันก็ยังให้คะแนนโดยรวมที่สูงอยู่ดีครับ

ทดสอบด้วย AS-SSD Benchmark (1GB / 3GB / 5GB / 10GB)

การทดสอบด้วยโปรแกรม AS-SSD ฺBenchmark ก็จะได้คะแนนที่ต่ำกว่าสเปคที่บอกอยู่เล็กน้อย ซึ่งก็เป็นปรกติของโปรแกรมนี้เพราะมีรูปแบบการทดสอบที่แตกต่างกันไปจากโปรแกรมที่บรรดาผู้ผลิต SSD ชอบใช้อย่าง CrystalDIskMark หรือ ATTO Disk benchmark ส่วนผลการทดสอบของ AS-SSD Benchmark ก็ออกมาอย่างน่าพอใจมาก ๆ ครับ เพราะสามารถรักษาระดับความเร็วในการทำงานได้ใกล้เคียงกันในไฟล์ทุก ๆ ขนาด ถือว่าเป็นไดร์ฟ SSD ที่ให้เสถียรภาพในการทำงานที่ดีมาก ๆ

ทดสอบด้วย ATTO Disk Benchmark (16GB / 32GB)

ปกติการทดสอบด้วย ATTO Disk Benchmark เราจะเลือกขนาดไฟล์ 4 ขนาด แต่ว่าในครั้งนี้เราขอเลือกเฉพาะไฟล์ขนาดใหญ่ที่ 16GB และ 32GB เพื่อทดสอบความสามารถของแคชที่อยู่ใน SSD และเพิ่มการรายงานข้อมูลในรูปแบบ IOPS เพิ่มมาแทนครับ ก็เป็นการแสดงประสิทธิภาพในการทำงานของ SSD ได้อีกวิธีหนึ่งที่นอกเหนือไปจากการดูความเร็วในการอ่านเขียนที่เป็นจำนวน MB/s

แม้ว่าจะใช้ขนาดไฟล์ที่ใหญ่ถึง 16GB และ 32GB ความเร็วในการทำงานของ SSD รุ่นนี้ก็ยังคงทำคะแนนได้ดีทั้งในการอ่านและเขียนข้อมูล

ทดสอบด้วย MiniTools Partition Wizard (Free)

อีกหนึ่งการทดสอบเราเลือกใช้ฟังก์ชัน Disk Benchmark ที่อยู่ในโปรแกรม MiniTools Partition Wizard (Free) มาทดสอบกับ SSD รุ่นนี้ โดยเราเลือกขนาดไฟล์ไปที่ 4GB และทดสอบกับ block ไฟล์ตั้งแต่ขนาด 4KB ไปจนถึง 2048KB ซึ่งโดบปกติแล้วความเร็วที่ได้ก็จะค่อย ๆ เพิ่มไปตามขนาดของ block ไฟล์ที่เพิ่มขึ้น และในการทดสอบนี้เราก็จะทดสอบด้วยตัวเลือกการอ่านเขียนแบบสุ่มไปพร้อม ๆ กับการอ่านเขียนแบบต่อเนื่อง เพื่อเปรียบเทียบความเร็วในการทำงานด้วยว่าต่างกันมากน้อยขนาดไหน

จากการทดสอบเมื่อ block ไฟล์มีขนาดเล็กในระดับ 4K และ 8K นั้นความเร็วในการทำงานนั้นยังไม่สูงนัก แต่ก็อยู่ในระดับที่เกิน 1000MB/s ในทุกการทดสอบไม่ว่าจะเป็นการอ่านเขียนแบบต่อเนื่องและการอ่านเขียนแบบสุ่ม และพอ block ไฟล์เพิ่มมาที่ระดับ 64K ความเร็วในการทำงานก็จะเพิ่มมาอยู่ในระดับ 2500MB/s ในการอ่านและเขียนแบบสุ่ม ส่วนการอ่านและเขียนแบบต่อเนื่องความเร็วก็จะมาอยู่ที่ระดับ 3200MB/s ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงมากและก็ถือว่าเป็นไปตามสเปคที่ระบุมาในตอนแรก

ทดสอบด้วยโปรแกรม AJA System Disk Test (4GB / 16GB / 64GB)

AJA System Disk Test เป็นโปรแกรมจากผู้ผลิตอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมวิดีโอในระดับมืออาชีพ ที่ใข้สำหรับทดสอบประสิทธิภาพในการอ่านเขียนของไดร์ฟเก็บข้อมูลชนิดต่าง ๆ เพื่อดูว่ามีความเหมาะสมในการนำมาใช้งานด้านวิดีโอในระดับมืออาชีพหรือไม่ โดยการทดสอบนั้นก็จะมีตัวเลือกของความละเอียดของวิดีโอ ตั้งแต่ระดับ HD ไปจนถึงระดับ 5K และยังมีไฟล์ชนิดต่าง ๆ ให้เลือกทดสอบอีกด้วย ส่วนการทดสอบของเราก็จะเลือกใช้ไฟล์วิดีโอมาตรฐานแบบ 4K โดยใช้การเข้ารหัสของ AJA RAW 12-bit DNG โดยทดสอบกับขนาดไฟล์ 4GB, 16GB และ 64GB ตามลำดับ

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม AJA System Disk Test ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการทำงานร่วมกับไฟล์วิดีโอนั้น ยิ่งไฟล์มาขนาดใหญ่ก็ยิ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการอ่านและเขียนข้อมูลลงใน SSD ดังจะเห็นได้จากเมื่อเราเพิ่มขนาดไฟล์ที่ใช้ทดสอบจาก 4GB มาเป็น 16GB นั้นก็ยังไม่มีผลต่อประสิทธิภาพมากนัก เพราะแคชขนาด 2GB บนตัวไดรฟ์ยังคงเพียงพอต่อการใช้งาน แต่เมื่อเพิ่มขนาดไฟล์มาเป็น 64GB ความเร็วในการทำงานลดลงมาอย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสำหรับคนที่ทำงานด้านวิดีโอนั้นถ้ามีไดร์ฟ SSD ที่มีประสิทธิภาพสูงนั้นก็จะช่วยให้การทำงานต่าง ๆ ทำได้อย่างราบรื่น

FireCuda 510 series M.2 PCIe NVMe (2TB) เหมาะกับใคร

อันที่จริงคำถามนี้มันก็สามารถตัวด้วยตัวผลิตภัณฑ์เองอยู่แล้วว่าเหมาะสำหรับคนเล่นเกม เพราะที่ตัวไดร์ฟก็ระบุกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นคนเล่นเกม ซึ่งความเร็วในระดับนี้ก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเล่นเกมไปด้วยแล้วบันทึกเกมไปด้วยได้โดยใช้ไดร์ฟตัวเดียวกัน และด้วยความจุที่สูงในระดับ 2TB ก็มีพื้นที่มากพอสำหรับเกมใหม่ ๆ บางเกมที่อาจจะต้องการพื้นที่มากมายถึง 100GB เลยก็มี

อย่างไรก็ตามด้วยความเร็วในระดับ 3000MB/s ทั้งการอ่านและเขียนทำให้ Seagate FireCuda 510 series M.2 PCIe NVMe รุ่นความจุ 2TB นี้นอกจากจะเหมาะกับคนเล่นเกมแล้ว ไดร์ฟรุ่นนี้ยังเหมาะอย่างมากสำหรับคนในสายงานตัดต่อวิดีโอ ที่ต้องการทั้งไดร์ฟที่มีความเร็วและความจุสูง เพื่อที่จะได้ใช้ไดร์ฟเดียวในการทำงานแบบจบ ๆ ได้ในตัวนั่นเองครับ ซึ่งบางครั้งเมนบอร์ดบางรุ่นก็มีช่องสำหรับรองรับ M.2 NVMe มาให้เพียงช่องเดียวทำให้การติดตั้ง M.2 NVMe หลายตัวทำไม่ได้ การเลือกไดร์ฟความเร็วสูงแบบความจุสูงในระดับ 2TB นี้จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม www.seagate.com

You may also like...