4 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ แบบฟรีแวร์ ที่รองรับงาน 4K

หนึ่งปีที่แล้วเราได้เขียนบทความแนะนำ “6 โปรแกรมดี ฟรีแวร์ สำหรับตัดต่อวิดีโอ” และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในบทความที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเว็บไซต์ของเราครับ หลังจากหนึ่งปีผ่านไปเราก็ลองมาทบทวนถึงความต้องการเกี่ยวกับงานตัดต่อวิดีโอว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็พบว่าสิ่งที่หลายคนต้องการก็คือโปรแกรมที่สามารถทำงานในระดับ 4K ได้ ซึ่งในที่นี้หมายถึงการเรนเดอร์ไฟล์ออกมาด้วยความละเอียดแบบ 4K ไม่ใช่แค่นำไฟล์แบบ 4K มาใช้แต่สุดท้ายก็เรนเดอร์ได้แค่ Full HD เราจึงลองย้อนกลับไปดูโปรแกรมทั้งหมดที่เคยแนะนำไปรวมไปถึงลองใช้งานโปรแกรมตัดต่อวิดีโอแบบฟรีอีกหลายโปรแกรม เราพบว่าฟรีแวร์จำนวนหนึ่งทำงานได้แค่ในระดับ Full HD เท่านั้น ส่วนโปรแกรมที่เราได้คัดเลือกมาในวันนี้สามารถทำงานร่วมกับไฟล์วิดีโอ 4K ได้อย่างเต็มรูปแบบครับ


DaVinci Resolve 15 (Beta)

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอแบบฟรีแวร์ที่เราเคยใช้งานมาคงจะไม่มีโปรแกรมใดที่โดดเด่นและทำงานได้ดีเทียบเท่ากับโปรแกรม DaVinci Resolve คุณสมบัติที่มีอยู่ในโปรแกรม DaVinci Resolve นี้จัดได้ว่าเทียบเท่ากับโปรแกรมยอดนิยมอย่าง Adobe Premier หรือ Final Cut ด้วยซ้ำไป และจะว่าไปโปรแกรม DaVinci Resolve นั้นทำงานได้ดีกว่าโปรแกรมเสียเงินบางโปรแกรมด้วยซ้ำไปครับ ส่วนใครที่ต้องการฟังก์ชันระดับสูงและทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ในระดับสูง เช่น Multi-GPU ก็สามารถอัปเกรดเป็นเวอร์ชัน DaVinci Resolve Studio ได้ในราคา 299 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าถูกมากครับสำหรับโปรแกรมที่ใช้งานได้ในระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์

Davinci Resolve รุ่นปัจจุบันคือ 14 และตอนนี้ก็มีเวอร์ชัน 15 ออกมาแล้วครับแต่ว่าเป็นรุ่น Beta หรือรุ่นที่อยู่ในระหว่างการทดสอบนั่นเอง แม้จะเป็นเวอร์ชันทดสอบแต่ผู้เขียนเองก็ลองใช้งานและทำงานจริงมาแล้วหลายโปรเจ็คก็ไม่พบปัญหาในการทำงานครับใช้งานได้ดีและยังมาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่อีกหลายอย่างด้วย โดยเฉพาะการเรื่องเสียงในเวอร์ชันนี้ทำได้กว่ารุ่นก่อนหน้ามาก

ดาวน์โหลด DaVinci Resolve 15 Beta: https://www.blackmagicdesign.com/products/davinciresolve/

 

HitFilm Express 2017

แม้โปรแกรมนี้จะลงท้ายรุ่นว่าเป็น 2017 แต่โปรแกรมนี้ก็มีการพัฒนาและอัปเดตอย่างต่อเนื่องนะครับ และ HitFilm Express 2017 ก็เป็นอีกหนึ่งฟรีแวร์ที่มีความสามารถในระดับมืออาชีพไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ในระดับภาพยนตร์เช่นเดียวกัน HitFilm Express 2017 นี้ก็เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอแบบฟรีที่รองรับการทำงานของวิดีโอ 4K

ความสามารถในการทำงานที่โดดเด่นของ HitFilm Express อยู่ตรงที่เวิร์คโฟลว์ที่มีดูแล้วสลับซับซ้อน แต่ด้วยเวิร์คโพลว์ในลักษณะนี้แหละที่เหมาะอย่างมากสำหรับทำงานใหญ่ที่มีรายละเอียดของงานสูง ทำให้เราสามารถแก้ไขปรับแต่งรายละเอียดต่าง ๆ ของงานได้ดี  นอกจากนี้แล้วจุดเด่นของ HitFilm Express ยังมีจุดเด่นตรงที่มีปลั๊กอินด้านเอฟเฟคฟรีจาก IGNITE Express ซึ่งก็เป็นซอฟต์แวร์ของ HitFilm เองเช่นกัน แต่ปลั๊กอินนี้มีความพิเศษตรงที่สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมตัดต่อวิดีโออื่น ๆ ได้เช่นกันครับ ลองเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่หน้าจอดาวน์โหลด IGNITE Express เลยครับ

ดาวน์โหลด HitFilm Express 2017: https://hitfilm.com/express

ดาวน์โหลด IGNITE Express: https://hitfilm.com/ignite-express

(**** หลังจากแนะนำในบทความนี้ไปได้ไม่กี่วันตอนนี้ HitFilm Express ได้อัปเกรดเป็นเวอร์ชัน 8 แล้ว อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ HitFilm Express 8 ***)

 

VideoPad Video Editor

VideoPad Video Editor ยังคงมีหน้าตาที่เชย ๆ เหมือนกับช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาครับ แต่ว่าหน้าตาเชย ๆ แบบนี้แหละที่มัดใจผู้คนจำนวนมากไว้ได้ เป็นการออกแบบด้วยคอนเซปต์การใช้งานที่ตรงไปตรงมาและทำความเข้าใจได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็มีการปรับปรุงคุณสมบัติใหม่ ๆ ใส่เข้าไปอยู่เสมอทำให้โปรแกรมนี้ยังคงได้รับความนิยมอยู่พอสมควร และเวอร์ชันล่าสุดนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกับวิดีโอแบบ 360 องศา อีกด้วยครับ

การทำงานของ VideoPad จะแตกต่างไปจาก DaVinci Resolve กับ HITFILM Express ตรงที่ไม่มีการสร้างไฟล์โปรเจ็คไฟล์เพื่อกำหนดขอบเขตของงานว่าเราจะสร้างไฟล์วิดีโอที่มีขนาดเท่าไหร่ มีจำนวนเฟรมเป็นอย่างไร การทำงานของ VideoPad จะเป็นแบบตรงไปตรงมากคือลากไฟล์วิดีโอลง Timeline เพื่อทำการตัดต่อได้โดยตรง โดยจะใช้ไฟล์แรกที่เราวางบน Timeline เป็นหลักในการกำหนดค่าในการทำงาน ดังนั้นเราจึงสามารถนำไฟล์วิดีโอแบบ 4K มาตัดต่อรวมกับไฟล์วิดีโอแบบ Full HD ได้ใน Timeline เดียวกัน แต่สำหรับความเห็นของเราถ้าจะนำแบบนี้แนะนำว่าให้ไปอัปสเกลของไฟล์ Full HD มาเป็น 4K ก่อนด้วยการใช้โปรแกรม Handbrake ก็ได้ (ดาวน์โหลดได้ที่ https://handbrake.fr/)

VideoPad Video Editor เป็นโปรแกรมที่ให้เราใช้งานได้ฟรีก็จริงแต่เป็นงานในลักษณะส่วนตัวไม่นำไปใช้ในทางธุรกิจและบางฟังก์ชันก็ถูกปิดไว้สำหรับเวอร์ชันเต็มเท่านั้น

ดาวน์โหลด VideoPad Video Editor:  https://www.nchsoftware.com/videopad/index.html

 

Shotcut

Shotcut นี่ถือว่าเป็นโปรแกรมฟรีที่แท้จริงครับเพราะว่าโปรแกรมอื่นที่แนะนำมามีทั้งเวอร์ชันฟรีและเวอร์ชันเสียเงินทำให้คุณสมบัติในการทำงานบางอย่างถูกจำกัด แต่ Shotcut เป็นโปรแกรมแบบโอเพ่นซอร์สที่ให้เราใช้งานได้ฟรีครบทุกฟังก์ชันไม่มีการปิดกันคุณสมบัติใด ๆ ในการทำงานครับ แถมยังมีเวอร์ชันสำหรับวินโดวส์ แมคโอเอส และลินุกซ์ให้เลือกใช้อีกต่างหาก ถือว่าเป็นที่สุดของโปรแกรมฟรีแบบ 100% แล้วละครับ

ตามปกติแล้วโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ในกลุ่มโอเพ่นซอร์สมักจะมีหน้าตาที่ค่อนข้างเชยเพราะนักพัฒนาในกลุ่มนี้สนใจเรื่องฟังก์ชันการทำงานมากกว่าหน้าตาของโปรแกรมทีสวยงาม แต่สำหรับ Shotcut เราถือว่าทำหน้าตาของอินเทอร์เฟซออกมาดูดีครับเหมือนโปรแกรมระดับมืออาชีพเลย เวิร์คโฟลว์การทำงานของ Shotcut อาจจะดูแปลก ๆ หน่อยเมื่อเทียบกับโปรแกรมอื่นที่แนะนำมา ตามปกติแล้วโปรแกรมตัดต่อวิดีโอพอเข้าสู่หน้าจอหลักก็มักจะมี Timeline และแท็รกที่พร้อมจะทำงานอย่างน้อยสองแทร็กคือหนึ่งแทร็กสำหรับวิดีโอและหนึ่งแทร็กสำหรับเสียง แต่ Shotcut จะไม่มี Timeline จนกว่าเราจะสั่งเปิด Timeline และจะไม่มีแทร็กใด ๆ ขึ้นมาแม้สั่งเปิด Timeline แล้วก็ตาม เราจะต้องเพิ่มแทร็กของวิดีโอและเสียงเข้าไปเองตามการใช้งานของเรา หลังจากนั้นคอนเซปต์ในการทำงานก็จะเหมือนกับโปรแกรมอื่น ๆ ครับ

ดาวน์โหลด Shotcut: https://shotcut.org

 

การทำงานร่วมกับภาษาไทย

ทั้ง 4 โปรแกรมนี้ โปรแกรมที่ทำงานร่วมกับภาษาไทยได้เป็นอย่างดีก็คือ Davinci Resolt กับ Shotcut ส่วน HITFILM Express กับ VideoPad นั้นเวลาใช้งานก็ต้องเลือกฟอนต์ดี ๆ ครับ บางฟอนต์ใช้แล้วก็มีปัญหาเรื่องตำแหน่งวรรณยุกต์ HITFILM Express จะมีปัญหากับภาษาไทยมากหน่อยตรงที่ไม่สามารถพิมพ์ข้อความภาษาไทยลงไปได้โดยตรงต้องพิมพ์ใส่ Notepad ไว้ก่อนแล้วค่อยก็อปปี้มาวาง ถ้าพิมพ์ไปตรง ๆ เลยบางครั้งตัวอักษร สระ หรือวรรณยุกต์ที่พิมพ์ลงไปจะไปตรงกับคีย์ลัดการทำงานบางอย่างของตัวโปรแกรมก็จะสร้างความวุ่นวายหนักมากเลยทีเดียว แต่ถ้าใครทำจนคุ้นชินก็จะคงจะไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา ดังนั้นถ้าใครต้องตัดต่อวิดีโอแล้วมีการใส่พวกคำอธิบายต่าง ๆ เป็นภาษาไทยจำนวนมากก็แนะนำให้ใช้ Davinci Resolt หรือไม่ก็ Shotcut จะดีกว่าครับ

 

สเปคเครื่องสำหรับการตัดต่อวิดีโอ 4K (ระดับเริ่มต้น)

sdr

เวลาแนะนำสเปคเครื่องสำหรับตัดต่อวิดีโอนั้นเป็นการเลือกที่อยากอยู่พอสมควร เพราะขอบเขตของงานในการตัดต่อของแต่ละคนไม่เท่ากันครับ ดังนั้นคำแนะนำของเราจึงขอใช้จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้งานในลักษณะของสตรีมเมอร์หรือเคสเตอร์ที่มีคอนเทนต์หลักคือการนำเสนอเนื้อหาของการเล่นเกม มีใส่เอฟเฟคเสียง เพลงประกอบ หรือข้อความลงในวิดีโอบ้าง มีจำนวนแทร็กของวิดีโอและเสียงรวม ๆ กันแล้วก็อยู่ประมาณ 5-6 แทร็กเท่านั้นครับ ความยาวของวิดีโอส่วนใหญ่ที่ทำก็จะไม่เกิน 30 นาที ถ้าคุณมีงานประมาณนี้ก็สามารถที่จะใช้สเปคเครื่องในแบบที่เราแนะนำได้เลยครบ (เราขอพูดถึงฮาร์ดแวร์หลัก ๆ อย่างซีพียู หน่วยความจำ และกราฟิกเท่านั้นนะครับ)

  • CPU: สำหรับการตัดต่อวิดีโอในระดับ 4K ซีพียูในงบกลาง ๆ ตัวเลือกที่น่าสนใจตอนนี้ก็คือ Intel Core i5-8400 (หรือรุ่นอื่น  ๆ ในกลุ่ม Core i5 8000 Series) ซีพียู Core i5 เจนฯ 8 ที่มีการขยับจำนวนคอร์จาก 4 คอร์ มาเป็น 6 คอร์ ตอบสนองงานด้านมัลติเทรดได้ดียิ่งขึ้น ส่วนทาง AMD ก็เป็น Ryzen 5 2600 หรือถ้าใครใช้รุ่นก่อนหน้าก็คือ Ryzen 5 1600 นั่นเอง ซีพียูแบบ 6 คอร์ 12 เธรด แม้ว่าพลังต่อคอร์อาจจะเป็นรองฝั่งอินเทลอยู่บ้าง แต่เธรดรวมมี 12 เธรด ก็เหมาะมากสำหรับการตัดต่อวิดีโอ หรือถ้าใครงบน้อยจริง ๆ เราแนะนำซีพียู Ryzen 5 2400G ที่มาพร้อมกับ RX Vega 11 ซึ่งเป็นซีพียูแบบ 4 คอร์ 8 เธรด และมีกราฟิกการ์ดในตัวที่รองรับการเข้ารหัสถอดรหัสวิดีโอ ที่ช่วยงานด้านนี้ได้ดีพอตัว แม้จะเป็นซีพียูแบบ 4 คอร์ แต่ก็รองรับงานได้ถึง 8 เธรด ได้ความแรงของซีพียูน้อง ๆ Core i7 เจนฯ 7 เลยก็ว่าได้ แต่ว่ามีกราฟิกในตัวที่ดีกว่าเยอะ RX Vega 11 นี้ให้ความแรงพอ ๆ กันกับ GT 1030 และ RX 550 เลยทีเดียว (ลองอ่านบทความทดสอบ Ryzen 5 2400G เพิ่มเติม )
  • RAM: แม้ว่าในสเปคแนะนำของโปรแกรมเหล่านี้บางโปรแกรมจะบอกว่าขั้นต่ำ 4GB หรือ 8GB แต่เชื่อเถอะครับว่าถ้าจะตัดงานวิดีโอในระดับ 4K คุณต้องมีอย่างน้อย 16GB และถ้าใด้ 32GB ไปเลยได้ยิ่งดี
  • Graphics Card: โปรแกรมตัดต่อวิดีโอส่วนใหญ่ในปัจจุบันสามารถทำงานร่วมกับกราฟิกการ์ดทั้งทางฝั่ง AMD และ NVIDIA รวมถึง Intel ได้อย่างไม่มีปัญหาครับ แต่ว่าในกรณีที่ต้องการตัดต่อวิดีโอแบบ 4K หน่วยความจำบนกราฟิกการ์ดก็ควรจะมีหน่วยความจำขั้นต่ำที่ 2GB หรือถ้าเป็นกราฟิกการ์ดแบบ iGPU อย่างในตระกูล Intel HD Graphics ก็สามารถกำหนดการแชร์เป็น Auto ได้เลย แต่ถ้าจะตั้งไว้ที่ 2GB ได้ก็จะเป็นการดีเช่นกัน รวมไปถึงคนที่ใช้ RX Vega 11 ในซีพียู Ryzen 5 2400G ของเอเอ็มดีก็แนะนำให้กำหนดค่าการแชร์หน่วยความจำสำหรับการแสดงผลไว้ที่ 2GB และนึ่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราควรจะมมีหน่วยความจำหลักบนเครื่องอย่างน้อย 16GB เพราะเมื่อถูกแชร์ไปแล้วจะเหลือพื้นที่ในการทำงาน 14GB เท่านั้น ส่วนกราฟิกการขั้นต่ำในปัจจุบันที่พอจะทำงานกับวิดีโอในระดับ 4K ได้ก็คือ GeForce GT 1030 จากทาง NVIDIA ถ้าเป็นทางฝั่ง AMD ก็คือ RX 550 สำหรับนักเล่นเกมอาจจะมองข้างกราฟิกการ์ดสองรุ่นนี้ แต่สำหรับงานประเภทตกแต่งภาพ ตัดต่อวิดีโอในระดับทั่วไปหรือแม่กระทั่งงาน 4K ในขอบเขตที่เราบอก การ์ดทั้งสองรุ่นนี้ก็รองรับได้สบาย ๆ ครับ
  • Storage (HDD/SSD): แน่นอนครับว่าถ้าใช้ SSD ได้ก็จะดีมากหรืออย่างน้อยไดร์ฟที่ติดตั้งวินโดวส์และโปรแกรมตัดต่อวิดีโอควรจะเป็น SSD โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่หน่วยความจำหลักของเราไม่พอในระหว่างการทำงาน วินโดวส์และโปรแกรมตัดต่อก็จะไปสร้างไฟล์ชั่วคราวระหว่างการทำงานอยู่บน SSD นั่นเอง ทำให้การทำงานโดยรวมยังคงมีความคล่องตัว ส่วนไฟล์งานต่าง ๆ เก็บไว้บนฮาร์ดดิสก์ได้ไม่มีปัญหาครับ สำหรับความจุเริ่มต้นในการทำงานก็แนะนำ SSD 240GB ขึ้นไป เพราะหลังจากติดตั้งวินโดวส์และแอปพลิเคชันที่จำเป็นแล้วก็ยังมีพื้นที่ว่าง ๆ มาพอสำหรับนำงานที่กำลังทำมาพักไว้บน SSD เพื่อให้ทำงานได้คล่องตัว แล้วพองานเสร็จค่อยย้ายไปเก็บไว้ที่ HDD ก็ได้ ซึ่งราคาของ HDD ในปัจจุบันถึอว่าถูกมากครับ HDD ความจุ 1TB ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 1500 บาทเท่านั้นเอง
โปรแกรมไหนดี

สำหรับผู้เขียนเองก็มีทั้ง 4 โปรแกรมอยู่ในเครื่องครับ นี่คือของดีของโปรแกรมฟรี ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถใช้และทดลองใช้ได้อย่างอิสระ ดังนั้นการติดตั้งไว้ทั้ง 4 โปรแกรมจึงไม่ต้องเสียอะไรนอกจากพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์เท่านั้นเอง ส่วนการใช้งานก็จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมครับ แต่โดยมากแล้วผู้เขียนก็จะใช้ DaVinci Resolve เป็นหลักครับเพราะคุ้นเคยมานานทำงานสะดวก รองลงมากถ้าเป็นงานแบบตัดคลิปแบบง่าย ๆ แล้วเอาไปใช้งานได้เลยก็มักจะใช้ VideoPad Video Editor ครับเพราะสะดวกดี ส่วน HITFILM Express ก็จะชอบใช้กับตอนที่ต้องการขนาดของไฟล์วิดีโอแบบแปลก ๆ ครับ เช่นต้องการหน้าจอแบบ 1:1 เพราะ HITFILM Express ค่อนข้างให้อิสระกับส่วนนี้มากกว่าโปรแกรมอื่น ๆ และโดยเฉพาะเรื่องการทำเอฟเฟค HITFILM Express ถือว่าเหนือกว่าทุกโปรแกรมที่กล่าวมาครับและยังมีปลั๊กอินฟรีที่ชื่อว่า IGNITE Express มาเสริมการทำงานได้อีกครับ และจริง ๆ แล้วปลั๊กอินตัวนี้ก็ยังสามารถทำงานร่วมกับ DaVinci Resolve ได้อีกด้วย ใครสนใจก็เข้าไปดาวน์โหลดกันได้ที่ https://hitfilm.com/ignite-express ส่วนโปรแกรม Shotcut นี่หลัง ๆ ก็ชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับเพราะมีการพัฒนาใส่โน่นใส่นี่เพิ่มมาให้ตลอดแม้ว่าจะใช้งานวุ่นวายและซับซ้อนอยู่สักหน่อยก็ตาม

สำหรับคุณผู้อ่านที่ยังไม่มีโปรแกรมใด ๆ อยู่ในใจ ผู้เขียนก็แนะนำให้เลือก Davinci Resolve ครับเพราะให้เสถียรภาพในการทำงานที่ดีทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ทั้งฝั่งอินเทลและเอเอ็มดีได้อย่างไร้ปัญหารวมไปถึงสามารถทำงานร่วมกับกราฟิกการ์ดทั้งเอ็นวิเดียและเอเอ็มดีได้ดีเช่นกัน รองรับทั้ง CUDA ที่เป็นมาตรฐานของเอ็นวิเดียและรอง OpenCL ที่เป็นมาตรฐานกลางที่กราฟิกการ์ดทั้งสองค่ายสนับสนุนครับ

ส่วนใครที่ไม่ได้ต้องการทำงานในระดับ 4K ใช้งานแค่ Full HD โปรแกรมที่เราแนะนำมาทั้งหมดนี้ก็ใช้งานได้และใช้ได้ดีมาก ๆ ด้วยครับ สามารถดาวน์โหลดมาลองใช้และเรียนรู้กันได้ตามสะดวกครับ เพราะทั้ง 4 นี้มีคนทำคลิปสอนการใช้งานไว้มากมายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษครับ สุดท้ายจริง ๆ ก็ขอให้สนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พบกันใหม่ในโอกาสต่อไป….สวัสดีครับ

You may also like...